บทความ : ข้อควรรู้เกี่ยวกับประกันชีวิต ต้องเริ่มยังไง? ต้องรู้อะไรบ้าง? ถ้าอยากจะทำประกันต้องอ่าน! By iMoney.in.th
Advertising :

เพราะชีวิตคนเราไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง หากเราใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทและมีการวางแผนเตรียมการไว้ เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาถึง ก็จะสามารถรับมือได้ “การทำประกันชีวิต” ก็เป็นหนึ่งในการในการเตรียมความพร้อมนั้นด้วยเช่นกัน ทั้งเป็นการประกันความเสี่ยงในชีวิต และหากไม่เป็นอะไรก็ยังเป็นการออมเงินอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองไม่เห็นประโยชน์ในข้อนี้ เพื่อเป็นการย้ำเตือนสิ่งดีๆในประกันชีวิตจึงจะขอพาทุกคนไปรู้จักกับการประกันชีวิตกันอีกรอบแบบทุกซอกทุกมุม รับรองการมองประกันของทุกคนจะเปลี่ยนไปค่ะ

Advertising:

ประกันชีวิต

ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pixabay.com

การทำประกันชีวิตหมายถึงอะไร?

ประกันชีวิต หรือกรมธรรม์ประกันชีวิต หากพูดในแง่ของกฎหมายจะหมายถึง สัญญาค่าตอบแทนที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า “ผู้เอาประกัน” มีหน้าที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันให้กับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ที่เรียกว่า “บริษัทประกันชีวิต” และเมื่อใดที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต หรืออยู่ครบตามสัญญาของกรมธรรม์แล้ว ทางฝ่าย “บริษัทประกันชีวิต” ก็ต้องมีหน้าที่ต้องจ่ายผลตอบแทน ที่เรียกว่า “ทุนประกันชีวิต” ให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ หรือสามารถให้ความหมายอีกนัยหนึ่งว่า

การทำประกันชีวิต จะเป็นการเฉลี่ยความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการตาย การสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ และการสูญเสียรายได้ในยามชรา ที่อาจเกิดขึ้นจากคนหนึ่งไปยังอีกหลาย ๆ คน โดยที่ผู้รับประกันภัยจะทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงระหว่างผู้เอาประกันทั้งหมด ด้วยการให้ผู้เอาประกันจ่ายเงินจำนวนหนึ่งที่เรียกว่า “เบี้ยประกัน” ให้แก่ผู้รับประกันไว้เป็นเงินกองกลาง และเมื่อใดที่ผู้เอาประกันได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เอาประกัน ผู้รับประกันก็จะนำเงินกองกลางนั้นไปชดใช้ตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ฟังดูงงยาวๆหน่อยนะคะ แต่รวมๆแล้วก็คือเราจ่ายเงินให้บริษัทประกันไป หากเกิดมีเหตุการณ์อะไรขึ้นมา หรือเราส่งเงินให้เขาครบตามสัญญา เราก็จะได้เงินจากบริษัทประกันค่ะ

องค์ประกอบ ในการทำประกันชีวิต

การจะทำประกันชีวิตได้ต้องมีองค์ประกอบ 4 ส่วนด้วยกันค่ะ นั่นคือ ต้องมีบริษัทประกันหรือผู้รับทำประกัน มีผู้เอาประกันหรือผู้ที่ต้องการทำประกัน มีกรมธรรม์หรือหนังสือสัญญา และส่วนสุดท้าย ต้องมี เบี้ยประกันหรือค่าตอบแทนแก่บริษัทประกัน หากมีครบถ้วนก็เท่ากับการทำประกันชีวิตสำเร็จค่ะ

กรมธรรม์และเบี้ยประกันคืออะไรขอชัดๆอีกครั้ง

เมื่อพูดถึงประกันชีวิตจะขาด 2 สิ่งนี้ไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งความหมายของแต่ละอย่างก็คือ

  • กรรมธรรม์ หมายถึง เอกสารอย่างหนึ่ง ที่ทางบริษัทประกันภัยจะมอบให้แก่เรา เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า เราจะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกัน และในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันบริษัทประกันจะต้องจ่ายค่าเสียหายทดแทนให้กับเราตามจำนวนเงินที่ระบุเอาไว้ ในใบกรมธรรม์นั่นเอง
  • เบี้ยประกัน หมายถึง  จำนวนเงินจำนวนหนึ่ง ที่เราจะต้องจ่ายให้แก่บริษัทประกันภัย ตามข้อตกลงที่ได้ทำสัญญากันเอาไว้ในกรมธรรม์ค่ะ

ความคุ้มครองจากประกันชีวิตประกอบไปด้วยกี่ส่วน

ความคุ้มครองจากประกันชีวิตจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

  1. ความคุ้มครองหลัก ซึ่งจะแบ่งย่อยไปอีกเป็น ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว และ
    ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตและสะสมเงินออมไปในคราวเดียวกัน
  2. ความคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น ความคุ้มครองในค่ารักษาพยาบาล ความคุ้มครองกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร (พิการ) ความคุ้มครองชดเชยรายได้ หรือ ความคุ้มครองจากโรคร้ายแรง เป็นต้น โดยเราสามารถขอรับความคุ้มครองเพิ่มหลังจากที่ได้รับความคุ้มครองจากความคุ้มครองหลักแล้ว

จำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการทำประกันชีวิต

หลายคนอาจจะสงสัยว่า การทำประกันชีวิต มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ทำไมต้องทำ ทำไปแล้วจะเสียเงินโดยใช่เหตุหรือเปล่า ซึ่งคำตอบก็คงต้องบอกว่า หากเราทำประกันโดยไม่คำนึงถึงรายได้ของตนเอง เลือกประเภทของประกันที่ไม่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งเลือกประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองมากเกินความจำเป็น จนทำให้เราต้องจ่ายเบี้ยประกันที่สูง จนมีผลกระทบทำให้เงินหมุนเวียนในครอบครัวไม่สมดุล สุดท้ายไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันได้อย่างต่อเนื่อง ก็ถูกเพิกถอนสัญญากรมธรรม์ เสียสิทธิ สูญเงินที่สะสมเอาไว้ไปโดยเปล่าประโยชน์ แบบนี้ไม่ดีแน่นอนค่ะ แล้วค่อนข้างเป็นแบบนี้กันเยอะด้วย ดังนั้นจึงอาจไม่จำเป็นต้องทำประกันเสมอไป หากยังไม่มีความพร้อมพอ แต่ถ้าดูแล้วว่าน่าจะพอมีเงินเหลือทำประกันได้ ก็ให้เลือกทำเฉพาะความคุ้มครองที่จำเป็น มีความพอดีสมฐานะ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงหากเกิดเหตุสุดวิสัยกับเราแบบนี้เป็นเรื่องดีเลยค่ะ

ใครควรทำประกันชีวิตมากที่สุด

ถ้าให้บอกตรงๆหากมีเงินจำนวนมากพอทำไว้ได้ทุกคนก็ดีค่ะ แต่ถ้ามีเงินไม่มากนักก็อาจเลือกเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว หรือเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องคอยดูแลสมาชิกภายในบ้าน เพราะหากเป็นอะไรไป เงินที่ได้จะทำให้คนข้างหลังไม่เดือดร้อน อีกทั้งช่วยให้พวกเขามีเงินก้อนพอที่จะนำไปสร้างชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่งค่ะ

ทุนประกันที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไรดี

หลายคนอาจมีคำถามนี้เกิดขึ้นมาในใจว่า ทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมสำหรับตัวเราควรจะเป็นเท่าไรเพื่อไม่ให้คนข้างหลังลำบาก คิดง่ายๆค่ะ อันดับแรกก็ต้องประเมินก่อนเลยว่าคนข้างหลังต้องมีเงินไว้กินไว้ใช้เท่าไรจนกว่าเขาจะเลี้ยงดูตัวเองได้ บวกกับ ภาระหนี้สินส่วนตัว ของเราที่มี เพราะเราคงไม่อยากให้คนอื่นต้องมารับภาระหนี้ก้อนนี้ต่อใช่ไหมคะ จึงได้มาเป็นง่ายๆแบบนี้

ทุนประกันที่เหมาะสม = (ค่าใช้จ่ายต่อปีที่เราจ่ายเพื่อเลี้ยงดูคนอื่น x จำนวนปีที่เราต้องเลี้ยงดู) + ภาระหนี้สินที่เหลืออยู่ทั้งหมด

ก่อนทำประกันชีวิตอย่าลืมคิดถึงสูตรนี้กันนะคะ

ประกันชีวิต

รู้ไหมประกันชีวิตมีกี่ประเภท?

ส่วนใหญ่หากพูดถึงการประกันเรามักคิดถึงประกันที่ทำกันยาวๆนานๆ 10 ปี 20 ปี แต่ความจริงประกันแบ่งได้ถึง 3 ประเภทด้วยกัน นั่นคือ

  1. ประเภทสามัญ(Ordinary Life Insurance) การทำประกันชีวิตแบบนี้จะมีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง จึงเหมาะสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางหรือสูง ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการชำระเบี้ยประกันแบบเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี การพิจารณาอาจต้องมีการตรวจสุขภาพประกอบหรืออาจไม่มีแล้วแต่ข้อกำหนดของประกันนั้นๆขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเอาประกันภัยและอายุเป็นสำคัญ
  2. ประเภทอุตสาหกรรม(Industrial Life Insurance) การประกันชีวิตแบบนี้มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างต่ำ จึงไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสุขภาพ แต่อาจมีเงื่อนไขข้อกำหนดระยะเวลาในการรอคอยได้ ซึ่งระยะเวลาการรอคอยนี้จะกำหนดไว้เพื่อพิสูจน์สุขภาพของผู้เอาประกันภัย ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาดังกล่าว บริษัทประกันชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเอาประกันภัย โดยทั่วไปจะกำหนดไว้ที่ 180 วัน
  3. ประเภทกลุ่ม(Group Life Insurance) จะเป็นการรับประกันชีวิตบุคคลหลายคนภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว โดยจะพิจารณาถึงความเสี่ยงภัยของบุคคลในกลุ่มทั้งหมดด้วยอัตราเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ หน้าที่การงาน หรือจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยจะคิดเบี้ยประกันภัยอัตราเดียวกันทั้งกลุ่ม ซึ่ง จะถูกกว่าเบี้ยประกันภัยประเภทอื่น ๆ จึงเหมาะสำหรับพนักงาน หรือนักเรียน เป็นต้น

รูปแบบของประกันชีวิต

นอกจากประกันชีวิตมีหลายประเภทแล้วยังมีหลายรูปแบบอีกด้วย ซึ่งเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 แบบ คือ

  1. แบบชั่วระยะเวลา(Term Insurance) คือประกันชีวิตที่เน้นการคุ้มครองในระยะสั้น เราสามารถเลือก ช่วงเวลาในการจ่ายเบี้ยประกันและรับการคุ้มครองได้เอง ตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี โดย สัญญาประกันชีวิตแบบนี้จะให้ความคุ้มครองการเสี่ยงภัยอันเกิดจากการเสียชีวิตอย่างเดียว ไม่มีการสะสมทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับสัญญาประกันอัคคีภัย หรือประกันรถยนต์ที่เมื่อครบกำหนดสัญญาก็ไม่มีมูลค่าใด ๆ คืนให้แก่ผู้เอาประกัน ซึ่งหากพูดกันง่ายๆประกันแบบนี้มีจุดเด่นคือ สามารถเลือกระยะเวลาคุ้มครองเองได้ และมีเบี้ยประกันถูกที่สุด แต่ข้อเสียคือ ไม่มีมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ เนื่องจากเบี้ยประกันเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปีค่ะ
  2. แบบตลอดชีพ(Whole life Insurance) คือประกันชีวิตที่เน้นการคุ้มครองระยะยาว โดยเราต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี แต่ให้การคุ้มครองเราตลอดชีพ หรือจนถึงอายุ 90 ปี หรือ 99 ปี เป็นต้น แต่ถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 99 ปี บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจะมีข้อดีคือ เบี้ยค่อนข้างถูก แถมยังคุ้มครองยาวนาน จึงเหมาะกับผู้ที่มีภาระรับผิดชอบนานๆ หรืออยากวางแผนสร้างมรดกให้ลูกหลาน แต่ก็มีข้อเสียคือ ไม่มีเงินคืน(หากอายุไม่ถึง 99) ต้องรอการเสียชีวิตอย่างเดียว หากต้องการเงินคืนเป็นก้อนใหญ่ต้องปิดกรมธรรม์ แล้วเวนคืนมูลค่าเงินสด ซึ่งก็จะทำให้ต้องหยุดการคุ้มครองไปด้วย จึงอาจไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการการคุ้มครองนานตลอดชีพ
  3. แบบสะสมทรัพย์(Endowment Insurance) คือประกันชีวิตที่เน้นการออมเงิน โดยจะมีทั้งแบบระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตั้งแต่ 3-5 ปี ไปจนถึง 25-30 ปี โดยบริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับประโยชน์ หากผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันหากมีชีวิตอยู่ในวันที่สัญญาครบซึ่งส่วนใหญ่ประกันที่เราทำกันมักเป็นรูปแบบนี้ เพราะมีข้อดีคือ เป็นการออมที่การันตีเงินเป้าหมาย ปราศจากความเสี่ยง และยังช่วยสร้างวินัยในการออมให้เราไปในตัวด้วย แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน นั่นคือ ทุนประกันที่ได้มักไม่สูงเมื่อเทียบกับแบบประกันอื่นๆ กรณีต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่ากัน จึงอาจไม่เหมาะกับการทำประกันเพื่อการคุ้มครอง อีกทั้งผลตอบแทนจากการออมก็ไม่สูง เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น
  4. ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) คือ ประกันชีวิตที่เน้นการออมเงินคล้ายๆกับแบบสะสมทรัพย์ แต่จะเน้นออมเงินเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องออมอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุเกษียณ เช่น 55ปี 60 ปี หรือ 65 ปี แล้วแต่แบบ จากนั้นหลังเกษียณจะมีเงินคืนทุกๆปี ไปจนกระทั่งอายุ 85 หรือ 90 ปี ซึ่งประกันแบบนี้จะมีข้อดี ข้อเสีย คล้ายๆกับแบบสะสมทรัพย์ แต่แบบบำนาญจะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าเล็กน้อย อีกทั้งมีเงินคืนที่ยาวนาน สำหรับไว้ใช้ในยามเกษียณ
  5. ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Unit Link) คือ ประกันชีวิตที่จะนำเบี้ยส่วนหนึ่งของเราไปลงทุนในกองทุนรวม โดยที่เราสามารถเลือกกอง จัดพอร์ตการลงทุนได้เอง ส่วนเบี้ยอีกส่วน จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันคุ้มครองชีวิต ประกันแบบนี้จึงมีจุดเด่นที่มีความยืดหยุ่นสูง อีกทั้งสามารถกำหนดเบี้ย กำหนด ทุนประกัน ระยะเวลาจ่ายเบี้ย ตลอดจนระยะเวลาคุ้มครองเองได้ ที่สำคัญมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าแบบประกันในทุกรูปแบบ รวมถึงมีระบบในการบริหารการลงทุนอัตโนมัติ การปรับสมดุลพอร์ต และการทำ DCA แต่ทั้งนี้ยังมีจุดด้อยก็คือ จะมีความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มเข้ามา ทำให้เกิดความไม่แน่นอนของผลตอบแทน และเมื่อทำการเทียบกับสินทรัพย์ลงทุน จะพบว่า ที่ระดับความเสี่ยงเท่ากัน ผลตอบแทนจากยูนิตลิงค์จะต่ำกว่า เนื่องจากต้องถูกหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเพิ่มนั่นเอง

เมื่อทราบลักษณะ ข้อดีข้อเสีย ของแบบประกันชีวิตแต่ละประเภทกันแล้ว ควรสำรวจตัวเองดูก่อนว่า มีความเหมาะสมหรือความจำเป็นที่จะต้องทำประกันชีวิตประเภทไหน และหากทำไปแล้วจะสามารถ ตอบโจทย์ชีวิตเราได้หรือไม่  ดูนานๆหน่อยนะคะ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจและเสียดายในภายหลังค่ะ

ประกันชีวิต

ปัจจัยที่มีผลในการเลือกบริษัทประกัน

การทำประกัน หากมีปัญหาอะไรขึ้นมานั่นหมายถึงเราจะสูญเงินทั้งหมดที่ส่งไปได้เหมือนกัน ดังนั้น จึงควรรู้เทคนิค ที่จะช่วยให้สามารถเลือกบริษัทประกันที่มีความเหมาะสม น่าเชื่อถือ และมีความมั่นคงเพียงพอที่จะฝากความเสี่ยงของเราเอาไว้ได้ ลองดูตามด้านล่างนี้ค่ะ

  1. เลือกบริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงิน

เพราะบริษัทประกันต้องรับและจ่ายเงินจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการหมุนเวียนเงินภายในระบบอย่างดี อีกทั้งต้องมีรูปแบบของการบริหาร และการวางแผนการเงินอย่างชัดเจน ที่สำคัญบริษัทควรมีชื่อเสียงดี มีขนาดใหญ่ และได้รับความไว้วางใจจากผู้เอาประกันเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงมีระบบการจัดการ เรื่องประกันภัยอย่างมืออาชีพอีกด้วย เนื่องจากภาพลักษณ์พวกนี้จะเป็นตัวช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเราได้ว่า เมื่อทำประกันไปแล้วจะได้รับสินไหมทดแทน อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อถึงเวลารับเงินประกันจริงๆ

  1. ดูที่ตัวแทนประกัน และบุคลากรต่างๆ ภายในบริษัทประกัน

สำคัญที่สุดและใกล้ชิดเราที่สุดน่าจะเป็นตัวแทนขายประกัน จึงจำเป็นต้องมีความชำนาญในเรื่องของการทำประกันเป็นอย่างดี อีกทั้งสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำกับเราได้อย่างถูกต้อง สามารถตอบคำถามต่างๆ ได้อย่างกระจ่างชัดเจน และที่ขาดไม่ได้เลยคือเวลาเคลมประกันต้องมีความรวดเร็วฉับไว ไม่ทิ้งให้เราเคว้งคว้าง

  1. เบี้ยประกันไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับประกันประเภทเดียวกัน ความคุ้มครองเท่ากัน และทุนประกันเท่ากัน เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น

อัตราค่าเบี้ยประกันและสินไหมทดแทนที่เราได้รับ จะต้องมีความเหมาะสมคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป อย่าเลือกประกันที่ทำให้เรารู้สึกว่า ได้รับการเอาเปรียบ หรือมีเบี้ยประกันที่แพงเกินไป

  1. มีการจ่ายสินไหมทดแทนรวดเร็วไม่ล่าช้า หรือติดขัด

เมื่อใดที่เราต้องการเคลม ตัวแทนและบริษัทต้องดำเนินงานให้เราอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่รอๆๆ สุดท้ายขาดนั่นนี่ เงินไม่ได้ตามที่ตกลงไว้ หากเป็นแบบนี้แย่มากๆ ไม่ควรเลือกเด็ดขาด ซึ่งเราสามารถดูหรือสอบถามได้จากตัวย่างจากผู้ที่เคยทำประกันไว้

  1. บริษัทมีภาพพจน์ที่ดี ได้รับคำวิจารณ์ด้านดีมากกว่าด้านลบ

เพราะไม่มีบริษัทใดที่จะดีสมบูรณ์แบบจนคนชมไปทุกด้าน แต่จะดีกว่าไหมถ้าจะมีคำชมมากกว่าคำติเตียน เพราะถ้าใครๆก็ต่างมองว่าแย่เราก็ไม่ควรดันทุรังเลือก

 บริษัทประกันชีวิตดีเด่นประจำปี 2558

นอกจากการดูปัจจัยในการเลือกบริษัทประกันข้างต้นแล้ว ลองดูบริษัทประกันชีวิตดีเด่นเป็นตัวประกอบด้วยก็ได้ค่ะ เพราะถ้าเขาไม่ดีจริงคงไม่ได้รางวัลเหล่านี้มาได้

  1. รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารดีเด่นประจำปี 2558

– อันดับ 1 บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

– อันดับ 2 บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

– อันดับ 3 บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต

  1. รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการพัฒนาการดีเด่น ได้แก่ โตเกียวมารีนประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัทสหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
  2. รางวัลเกียรติยศบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานดีเด่น ได้แก่ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต
  3. รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการส่งเสริมกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชนดีเด่นประจำปี 2558 ได้แก่บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต

ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้รับมอบรางวัลในช่วงพิธีเปิดงานสัปดาห์ประกันภัยที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิรติ์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา

อย่าลืมพิจารณาจากบริษัทยอดนิยมที่คนคุ้นเคยอย่าง AIA หรือ ไทยประกันชีวิตด้วย ก็ดีนะ

ทำประกันอย่างไรไม่ให้เสียเปรียบ

  1. การทำประกันต้องเลือกซื้อกับตัวแทน หรือนายหน้าขายประกันที่มีใบอนุญาตอย่างชัดเจนเพราะเขาจะสามารถให้ความรู้ในเรื่องของประกันตัวนั้นๆ ได้อย่างละเอียดถูกต้อง และถ้าจะให้ดีควรตรวจสอบความถูกต้อง ผ่านบริษัทประกันอีกทีหนึ่ง เพื่อความมั่นใจ
  2. การกรอกข้อมูลในใบคำขอเอาประกัน เราต้องกรอกด้วยตัวเอง หากจะให้ตัวแทนหรือนายหน้าประกันกรอกให้ จะต้องมีการอ่านข้อมูลอย่างครบถ้วนทุกหน้า ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขและตามความต้องการของเราหรือเปล่า ซึ่งมันจำเป็นมากเพราะจะได้ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาได้
  3. การกรอกเอกสารต่างๆของการทำประกันต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก ควรกรอกเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขอทำประกันเท่านั้น

เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้วควรทำอย่างไร

หลังจากได้รับกรมธรรม์จากตัวแทนแล้ว สิ่งแรกเลยที่ต้องทำคือ ตรวจสอบความถูกต้องของความคุ้มครองที่เราทำว่าครบถ้วนหรือ จำนวนเงินถูกต้องหรือไม่ และหากพบว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ถูกต้องก็สามารถแจ้งให้บริษัทเปลี่ยนแปลงกรมธรรม์ให้ถูกต้องได้ ภายใน 15 วัน

ในกรณีเสียชีวิตหรือมีเหตุต้องนอนโรงพยาบาลควรทำอย่างไร?

หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการด่วนที่สุดก็คือติดต่อตัวแทนประกันหรือบริษัทประกันภัยเพื่อแจ้งเรื่อง

  1. กรณีเสียชีวิต สามารถแยกได้เป็น(ต้องแจ้งภายใน 14 วัน)
  • เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ สิ่งที่ต้องเตรียมคือ ใบมรณะบัตร ใบเสร็จที่ชำระเงินงวดสุดท้าย กรมธรรม์ บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้รับผลประโยชน์
  • กรณีเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย สิ่งที่ต้องเตรียมคือ ใบมรณะบัตร ใบเสร็จที่ชำระเงินงวดสุดท้าย กรมธรรม์ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของผู้รับผลประโยชน์ ใบชันสูตรพลิกศพ และสำเนาลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ สิ่งที่ต้องเตรียมคือ ใบมรณะบัตร ใบเสร็จที่ชำระเงินงวดสุดท้าย กรมธรรม์ บัตรประชาชนทะเบียนบ้านของผู้รับผลประโยชน์ ใบชันสูตรพลิกศพ สำเนาลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำเนาบันทึกประจำวันหลังกลับจากสถานที่เกิดเหตุ
  1. กรณีเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล ทุพพลภาพ และสูญเสียอวัยวะ (ต้องแจ้งภายใน 10 วัน) ซึ่งจะต้องเตรียมเอกสารไปด้วย คือ
  • ใบเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของบริษัท
  • ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาตั้งแต่วันที่เริ่มเข้ารักษาจนถึงวันสุดท้าย
  • ฟิล์มเอ็กซเรย์
  1. กรณีกรมธรรม์ครบกำหนด ต้องเตรียมเอกสาร
  • บัตรประชาชนผู้เอาประกันภัย
  • กรมธรรม์ประกันชีวิต

ประกันชีวิต

สาเหตุใดที่บริษัทประกันจะไม่จ่ายเงินเรา

กรณีที่บริษัทประกันจะไม่จ่ายเงินเราได้ นั่นคือ

  • ผู้เอาประกันฆ่าตัวตายภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันเริ่มทำสัญญาหรือต่อสัญญาครั้งสุดท้าย
  • ผู้รับผลประโยชน์ฆ่าผู้เอาประกันตาย

2 กรณีนี้บริษัทประกันจะไม่จ่ายเงินให้เรา แต่จะคืนเงินที่ส่งไปให้ค่ะ

หากตัวแทนประกันหายไปไม่มาเก็บเบี้ยประกัน เราต้องทำอย่างไร

ตามกฎหมายเมื่อถึงกำหนดชำระเงินเบี้ยประกันแล้วถึงตัวแทนหายไปเราก็ต้องนำเงินไปจ่ายเองที่สาขาค่ะ ซึ่งหากเรายังไม่มีบริษัทจะผ่อนผันให้เราจ่ายล่าช้าได้ 1-2 เดือนค่ะ

การกู้กรมธรรม์อัตโนมัติ คืออะไร?

ในกรณีที่เราส่งเบี้ยประกันล่าช้าจนเลยช่วงเวลาผ่อนผันไปแล้ว แบบนี้จะเข้าสู่ระบบ “หารกู้กรมธรรม์อัตโนมัติ” ทันทีค่ะ ซึ่งเขาบอกว่าจะเป็นผลดีกับผู้เอาประกันที่จะมีความคุ้มครองต่อไป โดยการกู้กรมธรรม์แบบนี้จะดูจากมูลค่าเวนคืนเงินสดของกรมธรรม์นั้นค่ะ

หากเราไม่สามารถส่งเบี้ยประกันต่อได้แน่ๆควรทำอย่างไร?

อยากจะบอกว่าคนที่ไม่รู้ส่วนใหญ่จะทิ้งค่ะ แต่หากศึกษาต่ออีกนิดจะพบว่าเราสามารถ “เวนคืนกรมธรรม์” ได้ แต่ต้องยอมรับว่าได้ไม่ได้มาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลยจริงไหมคะ นอกจากนี้มูลค่าเวนคืนจะเกิดขึ้นกับเบี้ยประกันส่วนที่เป็นสัญญาหลักเท่านั้น ส่วนสัญญาเพิ่มเติมต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยรายวัน ความคุ้มครองอุบัติเหตุ คุ้มครองโรคมะเร็ง แบบนี้จะไม่มีมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์บริษัทจะคิดจาก เบี้ยประกันหลักหักด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆของบริษัท ซึ่งในช่วงปีแรกๆ ค่าใช้จ่ายของบริษัทสูงมาก ทำให้มูลค่าเงินสดเหลือน้อย โดยเฉพาะสิ้นปีที่ 1 จะไม่มีมูลค่าเวนคืนเงินสดเลย จะเริ่มมีก็ตอนสิ้นปีที่ 2 เป็นต้นไปและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับวิธีคำนวณคร่าวๆก็คือ ใช้ตัวเลขมูลค่าในตารางกรมธรรม์ คูณด้วยทุนประกันของเรา หารด้วย หนึ่งพัน นั่นล่ะค่ะคือตัวเลขจำนวนเงินที่จะได้รับในสิ้นปีนั้นๆ

การทำประกันชีวิตกับการลดหย่อนภาษี

ช่วงปลายๆปีถึงต้นปีมักเป็นช่วงการยื่นภาษีและการลดหย่อนภาษี ซึ่งการทำประกันชีวิตก็เป็นหนึ่งในวิธีการลดหย่อนภาษีตามนโยบายของรัฐได้เช่นกัน โดยจะมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการออมของประชาชนให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนมีเงินออมไว้ใช้ในอนาคต อีกทั้งไม่ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับลูกหลาน ซึ่งการลดหย่อนภาษีด้วยการทำประกันชีวิตนี้ จะมี 2 ส่วนคือ

  •  1 แสนแรก จะหักภาษีลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 แสนบาท และต้องเป็นประกันชีวิตที่มีการคุ้มครองมากกว่า 10 ปี
  • ในส่วน 2 แสนหลัง จะสามารถหักลดหย่อนได้มากสุดที่ 2 แสนบาท แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และต้องเป็นประกันชีวิตประเภทบำนาญเท่านั้น จึงจะสามารถทำการเข้าลดหย่อนภาษีได้

เงื่อนไขการขอลดหย่อนภาษี

  1. กรมธรรม์ที่มี จะต้องเป็นเงินหรือผลตอบแทนที่ไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสม
  2. เบี้ยประกันชีวิต ที่นำเอามาใช้ในการลดหย่อนภาษี จะต้องเป็นเบี้ยประกันชีวิตหลัก เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และส่วนในเบี้ยเพิ่มเติมอื่นๆ จะไม่สามารถนำเอามาลดหย่อนภาษีได้
  3. ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ผู้เอาประกันจะต้องอาศัย และทำงานอยู่ในประเทศไทย

การทำประกันและตัวแทนขายประกันไม่ใช่สิ่งน่ากลัวไม่จำเป็นต้องหลบนะคะ เพราะบางทีเขาอาจมีข้อเสนอดีๆมาให้เราก็ได้ ลองเปิดใจอีกหน่อย เดี๋ยวนี้ค่าเบี้ยประกันถูกลงไปมาก เราอาจทำประกันได้อย่างสบายๆแบบไม่กระทบกระเทือนกระเป๋าเลยก็ได้ แถมหากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็ยังไม่ต้องเครียดมากอีกด้วย หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับการทำประกันนะคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.insuranceth.com|http://www.insuranceth.com|https://money.kapook.com|http://www.aommoney.com|http://www.aommoney.com|http://www.insuranceth.com|http://www.insuranceth.com|http://www.siamrath.co.th|https://www.prudential.co.th|http://insurance-thai-knowledge.blogspot.com|http://oknation.nationtv.tv|http://www.insuranceth.com|http://www.insuranceth.com|http://www.siamrath.co.th

ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก : Pixabay.com