บทความ : กู้สินเชื่อบ้านไม่ใช่เรื่องยาก ใครอยากจะกู้ซื้อบ้านฟังทางนี้! iMoney มีคำตอบ By iMoney.in.th

การขอสินเชื่อบ้านคืออะไร?

สินเชื่อบ้านก็คือเงินกู้ระยะยาวที่กู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือธนาคาร เพื่อให้เขาออกเงินค่าซื้อหรือสร้างบ้านให้เราก่อน ซึ่งบ้านในที่นี้ก็รวมถึง ทาวเฮาส์ ทาวโฮม คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ ด้วย โดยใช้ที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกันในการจำนองให้แก่ธนาคารผู้ให้สินเชื่อ นั่นเอง

Advertising :

การขอสินเชื่อทำได้ง่ายหรือยาก และควรเตรียมเอกสารและความพร้อมอะไรบ้าง?

สินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อที่ต้องใช้เงินจำนวนมากอีกทั้งมีระยะเวลาผ่อนที่ยาวนาน แน่นอนว่าการขอเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินต้องใช้วิธีการพิจารณาและเอกสารที่รัดกุมแน่นหนา เพื่อสุดท้ายแล้วจะได้ไม่เป็นหนี้เสียของธนาคารกลับมา ดังนั้นผู้ขอสินเชื่อจึงต้องมีเครดิตที่ดีเยี่ยมประกอบกับมีเอกสารครบครันตามที่ธนาคารต้องการ คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าทางธนาคารหรือสถาบันการเงินต้องการอะไรจากเราบ้าง

  1. ด้านเครดิตของผู้ขอสินเชื่อ
  • ผู้ขอสินเชื่อต้องมีอายุ 20 ขึ้นไปซึ่งหากรวมกับจำนวนปีที่ขอกู้แล้วจะต้องไม่เกิน 70 ปี
  • ผู้ขอสินเชื่อต้องมีรายได้ที่แน่นอน กรณีเป็นพนักงานประจำจะต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 10,000 บาทต่อเดือน หากเป็นเจ้าของกิจการต้องมีรายได้ขั้นต่ำที่ 15,000 บาทต่อเดือน
  • ผู้ขอสินเชื่อควรมีประวัติการเงินโอนเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเงินออมต่างๆ ที่สามารถแสดงให้ธนาคารเห็นถึงวินัยที่ดีในการใช้เงินของเรา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประกอบการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารอย่างแน่นอน
  • ภาระหนี้สินของผู้ขอสินเชื่อที่มีอยู่ในขณะนี้ โดยธนาคารจะตรวจดูระเบียบวินัยในการใช้หนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนรถ หรือหนี้สินอื่นๆที่มีในระบบ หากมีส่งเรียบร้อยดีหรือไม่ และอย่าลืมว่าหากคุณมีหนี้สินจากที่อื่นอยู่ก้อนโตแล้วธนาคารอาจมองว่าคุณน่าจะไม่มีความสามารถในการผ่อนบ้านให้ครบตามกำหนดระยะเวลาเขาได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ ไปปิดหนี้อะไรได้ให้รีบปิดไปก่อนดีที่สุด และที่สำคัญต้องเช็คเครดิตบูโรผ่านด้วย
  • สำหรับผู้ที่ต้องการมีผู้กู้ร่วมต้องเป็นคู่สมรส บิดา มารดา บุตร และพี่น้องเท่านั้น
  1. ด้านเอกสารของผู้ขอสินเชื่อ
  • บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรประจำตัวข้าราชการ (ตัวจริงพร้อมสำเนา)
  • ทะเบียนบ้านทุกหน้า (ตัวจริงพร้อมสำเนา)
  • ใบเปลี่ยนชื่อ หรือชื่อ-สกุล (ถ้ามี) (ตัวจริงพร้อมสำเนา)
  • สำเนาทะเบียนสมรส / ใบหย่า / ใบมรณะบัตร / ใบแจ้งความแยกกันอยู่ (ถ้ามี) (ตัวจริงพร้อมสำเนา)
  • กรณีประกอบอาชีพประจำ ให้แสดงหนังสือรับรองเงินเดือน (ตัวจริง) สลิปเงินเดือน หรือใบแจ้งรายได้จากหน่วยงานย้อนหลัง 3 เดือน รวมทั้งสมุดบัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน พิมพ์รายการจนถึงปัจจุบัน (ทั้งตัวจริงและสำเนา)
  • กรณีประกอบอาชีพอิสระ ให้แสดงสำเนาทะเบียนการค้า (ถ้ามี) รวมทั้งรายการเดินบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน (ตัวจริงพร้อมสำเนา) ภาพถ่ายกิจการ 4-5 ภาพ และแผนที่ตั้งกิจการโดยสังเขป หากมีสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 6 เดือน – 1 ปี ให้ยื่นไว้ด้วย
  • หากเป็นการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง ให้ยื่นสำเนาโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3ก. พร้อมกับไปประเมินราคาที่ดินมาด้วย ทุกหน้า จำนวน 2 ชุด
  • กรณีปลูกสร้าง / ต่อเติม / ขยาย / ซ่อมแซมอาคาร ให้แสดงสำเนาใบอนุญาตการก่อสร้างอาคาร /คำขออนุญาต / แบบก่อสร้างอาคาร / ส่วนขยาย / ต่อเติมอาคาร / ซ่อมแซมอาคาร จากหน่วยงานที่รับผิดชอบมาด้วย เช่น อบต. เทศบาล หรือเขต เป็นต้น
  • หากซื้อที่ดินพร้อมอาคาร ซื้อห้องชุด ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร ให้ยื่นสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำมาด้วย
  • กรณีมีผู้กู้ร่วม ให้ทุกคนนำเอกสารส่วนตัวและรายได้มาแสดงต่อธนาคารด้วย
  • เอกสารสำเนาต้องลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับ
  • ในกรณีจำเป็น ธนาคารอาจขอหลักฐานอื่น ๆเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาได้อีก

(หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลกับทางธนาคารอีกครั้ง)

สินเชื่อบ้าน

ก่อนเลือกธนาคารที่จะขอสินเชื่อควรพิจารณาอะไรเป็นสำคัญ

เพราะการขอสินเชื่อบ้านเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากธนาคารหรือสถาบันการเงินจะเลือกเราแล้ว ตัวเราเองก็ต้องเลือกธนาคารให้ดีด้วย เนื่องจากเดี๋ยวนี้มีอัตราการแข่งขันของธนาคารมากมาย ซึ่งหากเราเลือกดีๆอาจได้เงื่อนไขที่ดีเยี่ยมและได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่าธนาคารอื่นด้วย สำหรับสิ่งที่เราควรมองภาพรวมของธนาคารก่อนขอสินเชื่อก็คือ

  1. อัตราดอกเบี้ย

เรื่องนี้เรื่องใหญ่และสำคัญมาก เพราะดอกเบี้ยที่แม้ห่างกันจุดทศนิยม แต่เงินเป็นล้านหรือหลายล้านมันก็รวมเป็นเงินมากได้ ดังนั้นจึงต้องดูว่าธนาคารไหนคิดอัตราดอกเบี้ยได้ถูกกว่ากัน อีกทั้งมีลักษณะของการคิดอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบที่ต้องการหรือไม่ เช่น อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลาการกู้  หรือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นต้น

  1. ค่าใช้จ่ายในการขอสินเชื่อ

แน่นอนว่าทุกธนาคารต้องเรียกเก็บค่าดำเนินการขอสินเชื่อของเราอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ทางธนาคารจะเรียกเก็บ เช่น ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน, ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ หรือ ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด เป็นต้น

  1. ธนาคารใดจะยอมให้สินเชื่อและอยู่ภายใต้เงื่อนไขใดบ้าง

เนื่องจากธนาคารแต่ละธนาคารจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติผู้ขอสินเชื่อที่แตกต่างกัน บางธนาคารได้ยาก บางธนาคารก็อาจมีการลดหย่อนผ่อนผันให้เราได้ ดังนั้นหากเครดิตของเรายังไม่ดีสุดๆอาจต้องลองขอสินเชื่อหลายๆธนาคารเผื่อไว้ เพื่อจะได้ไม่ผิดหวัง สำหรับธนาคารที่ขึ้นชื่อว่าขอสินเชื่อบ้านได้ยากก็เช่น ธนาคารออมสิน เนื่องจากดอกเบี้ยมีอัตราถูก จึงมีผู้ขอสินเชื่อจำนวนมาก เป็นต้น

สินเชื่อบ้าน

ธนาคารใดที่คู่ควรแก่การไปขอสินเชื่อบ้าน

ในปัจจุบันมีธนาคารที่เปิดให้ขอกู้สินเชื่อบ้านหลายธนาคารด้วยกัน ซึ่งจากการจัดอันดับของปีที่แล้วสามารถประมวลผลเป็นธนาคารที่น่าชื่นใจอยู่ 13 อันดับได้แก่ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 จากเว็บ Checkraca.com )

  1. สินเชื่อบ้าน ของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมิน คิดอัตราดอกเบี้ยที่ MHR-2.00% (อัตราดอกเบี้ย MHR คือ Minimum Housing Rate ของธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด)
  2. สินเชื่อบ้านทีเอ็มบี ของธนาคารทหารไทย ให้วงเงินกู้สูงสุดที่ 90-100% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายแล้วแต่ว่าราคาใดต่ำกว่า คิดอัตราดอกเบี้ยที่ MRR-2.025%
  3. UOB Home Loan ของธนาคารยูโอบี ให้วงเงินกู้สูงสุด 90-100% ของราคาซื้อขายแต่ไม่เกิน 100% ของราคาประเมิน คิดอัตราดอกเบี้ยที่ MLR-1.25% แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่ต่ำกว่า 4.00% หากต่ำกว่าก็จะคิดที่ 4.00%
  4. สินเชื่อบ้านใหม่ ของธนาคารธนชาต ให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมิน คิดอัตราดอกเบี้ยที่ MLR-0.625%
  5. สินเชื่อ Home Loan 4U ของธนาคารซีไอเอ็มบีไทย วงเงินกู้สูงสุด 500,000 ถึง 10,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ MLR-1.00%
  6. สินเชื่อบ้าน ธอส. ของธนาคาร ธอส. ให้วงเงินกู้สูงสุด 85% ของราคาประเมิน และ 80% สำหรับคอนโดมิเนียม คิดอัตราดอกเบี้ยที่ MRR-0.50%
  7. สินเชื่อบ้าน ของธนาคารทิสโก้ให้วงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาประเมิน คิดอัตราดอกเบี้ย MLR-0.5%
  8. สินเชื่อกรุงไทยบ้านแสนสะดวก ของธนาคารกรุงไทย และ สินเชื่อบ้าน KK Home Loan ของธนาคารเกียรตินาคิน โดยธนาคารกรุงไทย ให้วงเงินกู้สูงสุด 80-90% ของราคาประเมิน ส่วนอัตราดอกเบี้ยคิดอัตราเดียวกันเลย คือ MLR-0.25% และธนาคารเกียรตินาคิน ให้วงเงินกู้สูงสุดมากถึง 95% ของราคาประเมิน คิดอัตราดอกเบี้ยที่ MLR-0.25%
  9. สินเชื่อเคหะของธนาคารออมสิน ให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาประเมิน คิดอัตราดอกเบี้ยที่ MRR-0.75%
  10. สินเชื่อบ้านกรุงศรีเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาให้วงเงินกู้สูงสุด 85-90% ของราคาประเมิน ส่วนอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็นวงเงินกู้ 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยที่ MRR-1.10%  สำหรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ MRR-1.35%
  11. สินเชื่อบ้านแบงค์ออฟไชน่า ของธนาคารแห่งประเทศจีน ให้วงเงินกู้สูงสุดที่ 80% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายที่ต่ำกว่า โดยมี 2 แบบ คือ ปีที่ 1-2 MLR-1.25% ปีต่อไป MLR-1.50% หรือจะเป็น ปีที่ 1-2 MLR-3.65% ปีต่อไป MLR-0.75% แล้วแต่เลือก
  12. K-Home Loan ของธนาคารกสิกรไทย ให้วงเงินกู้สูงสุด 80% ของราคาประเมิน อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ MRR-1.00% สำหรับทางเลือกที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยในช่วงแรก แต่หากเป็นลอยตัวตลอดอายุสัญญาก็คิดที่ MRR-1.70%
  13. สินเชื่อเพื่อการเคหะของธนาคารไทยพาณิชย์ ให้วงเงินกู้สูงสุด 90-100% ของราคาประเมิน คิดอัตราดอกเบี้ย MRR+0.25%

สินเชื่อบ้าน

เทคนิคการขอสินเชื่อบ้านให้ผ่าน

ว่ากันว่ารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นการขอสินเชื่อบ้านยากถึงยากมาก เรียกว่าวิ่งเข้าวิ่งออกธนาคารกันจนหืดขึ้นคอทีเดียวเชียว แถมโอกาสปฏิเสธยังสูงอีก เนื่องจากเศรษฐกิจปัจจุบันค่อนข้างทรงๆ แถมแต่ละธนาคารยังเจอหนี้เสียมามาก จึงทำให้ต้องรัดกุมในการอนุมัติมากขึ้นไปอีก จะเห็นจากตัวเลขปฏิเสธสินเชื่อปีที่แล้วในกลุ่มสินเชื่อบ้านราคาต่ำกว่า1.5ล้านบาทสูงถึง 40-45% ส่วนสินเชื่อกลุ่มบ้านราคาสูงเกิน 1.5 ล้านบาทขึ้นไปอยู่ที่ 20-25% ดังนั้นทางที่ดีเรามาปิดประตูปฏิเสธจากธนาคารกันดีกว่า ด้วยสูตร 5+1 กู้ซื้อบ้านให้ผ่านจาก มติชนรายวัน ดังนี้

สูตร 5+1 กู้ซื้อบ้านให้ผ่าน

สูตรข้อแรก “ต้องมีวินัยการผ่อน”
สำหรับคนที่ยังไม่เคยกู้ขอให้ทดลองฝึกสร้างวินัยการผ่อนให้ดีเสียก่อน โดยใช้วิธีการจำลองสถานการณ์ สมมุติว่าบ้านมีงวดผ่อนเดือนละ 8,000 บาท ก็ให้ทดลองกันเงินจำนวนนี้ไว้ทุกๆเดือนห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด หากคุณสามารถทำได้สม่ำเสมอแสดงว่าวินัยดีมาก และสะท้อนให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้มีสูงมากเช่นกัน
สูตรข้อที่ 2 “ต้องเดินบัญชี”
การมีรายได้สม่ำเสมอคือหลักฐานของผู้ไม่มีสลิปเงินเดือนมาโชว์ และสิ่งที่ต้องทำก็คือใช้วิธีการเดินบัญชี อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6-12 เดือน งานนี้หากมีเงินอะไรเข้ามาอย่าลืมนำไปใส่บัญชีก่อนเบิกมาใช้นะ

สูตรข้อที่ 3 “ต้องมียอดเงินคงเหลือติดบัญชี” 

ข้อนี้สำคัญ เพราะหากเงินที่เหลือติดบัญชีในแต่ละเดือนมีไม่มาก หรือไม่สอดคล้องกับการผ่อนบ้านกับธนาคาร แบบนี้เขาอาจตีว่าเราไม่มีความสามารถในการส่งได้ ดังนั้น เวลายื่นกู้ ถ้าหากพบว่ามีเงินเหลือติดในบัญชีน้อยแต่ตัวเองไม่ได้มีหนี้สินอะไร ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ทางแบงค์ไปว่ารายได้ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีอาจเป็นเพราะนำไปลงทุนอย่างอื่น เช่น ซื้อทองคำ หุ้น หรือซื้อกองทุนรวม เป็นต้น สำหรับคนที่สงสัยว่า แล้วเงินควรจะมีติดบัญชีไว้เท่าไร คำตอบกว้างๆก็คือ ให้ยึดหลักเหมือนเงินดาวน์ เช่น ซื้อบ้านราคา 2 ล้าน เงินดาวน์ 10% เท่ากับ 2 แสนบาท เท่ากับต้องขอกู้ 90% หรือ 1.8 ล้านบาท ดังนั้นจึงควรมีวงเงินติดบัญชีประมาณ  2 แสนขึ้นไป หรือมี 10-15% ของราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ

สูตรข้อที่ 4 “ต้องมีเครดิตทางการเงิน” 

รู้ไหมประวัติการใช้สินเชื่อทุกชนิดของคุณจะถูกส่งมาไว้ที่เครดิตบูโร และเวลาเรายื่นขอกู้แบงก์ก็จะตรวจสอบเราย้อนหลังไป 3 ปีเต็ม พร้อมกับคำนวณหนี้เดิมที่มีอยู่ และถ้าจะเพิ่มหนี้บ้านเข้าไปอีกภาระการผ่อนเกิน 80% ของรายได้หรือเปล่า หากเกินก็หมดสิทธิขอสินเชื่อแน่นอน โดยตรวจสอบควบคู่กับประวัติการผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ ไม่ควรจ่ายหนี้ช้าเกิน 30 วัน และหากเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ให้ชี้แจงสาเหตุผิดนัด พร้อมทั้งแนบหลักฐานว่าได้จ่ายเรียบร้อยแล้ว

สูตรข้อที่ 5 “ควรมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” 

เรื่องของหลักทรัพย์ก็สำคัญ เพราะธนาคารจะมองเผื่อว่าหากเป็นหนี้เสียแล้วยึดทรัพย์มาขายทอดตลาด มันจะต้องซื้อง่ายขายคล่อง ดังนั้นการใช้ที่ดินค้ำประกันจึงควรไม่เป็นที่ตาบอด และทำเลที่ตั้งไม่อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม
1 เทคนิคสำหรับ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ”
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รายได้การเงินไม่ประจำสม่ำเสมอทุกเดือน บางเดือนมาก บางเดือนน้อย แถมทำมาค้าขายรับเงินสด ทุกวัน หลักฐานเงินผ่านธนาคารจึงอาจไม่มีเท่าไรจึงทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูงเกือบเท่าตัว จาก 19% เพิ่มเป็น 34% ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ใช้ “หนังสือชำระภาษีประจำปี” มาเป็นหลักฐานแสดงรายได้แทน หรือทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายข้อมูลยอดขาย ต้นทุน กำไรต่อวันไปให้เขาเลยก็ดี

ติดเครดิตบูโรยื่นเรื่องอย่างไรให้ผ่าน

คำถามนี้นับว่าเป็นคำถามยอดฮิตในการทำเรื่องขอสินเชื่อบ้านกันเลยทีเดียว เพราะในอดีตที่ผ่านมาเราสามารถผิดพลาดทำให้มีชื่ออยู่ในเครดิตบูโรกันได้ แต่เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครดิตบูโรและหาวิธีแก้ปัญหากัน ดีกว่า

ถาม : เครดิตบูโร คืออะไร?

ตอบ : เครดิตบูโร ก็คือองค์กรกลางที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อและบัตรเครดิตซึ่งข้อมูลนี้จะได้มาจากสถาบันทางการเงินต่างๆ เพื่อที่จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลในการตรวจสอบว่า แต่ละคนมีประวัติหนี้ดีหรือเสีย รวมทั้งมีพฤติกรรมทางการเงินเป็นอย่างไรบ้าง

ถาม : ตัวเราสามารถเช็คข้อมูลเครดิตบูโรได้หรือไม่

ตอบ : ทำได้แน่นอน โดยจะจำแนกบุคคลที่สามารถขอดูได้ 2 ประเภท คือ

  • สมาชิก : หมายถึงสถาบันทางการเงินต่างๆ
  • บุคคลทั่วไป : ซึ่งจะต้องเสียค่าบริการตั้งแต่ 100-150 บาท

ถาม : แล้วถ้าติดเครดิตบูโร ควรทำอย่างไรดี

ตอบ : เราสามารถตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรได้ด้วยตัวเราเองโดยผ่านทางธนาคารหรือทางออนไลน์ ซึ่งหากพบว่าเรามีประวัติผิดนัดชำระหนี้ ก็ให้รีบชำระหนี้ที่คงค้างให้เรียบร้อย และสร้างวินัยในด้านการออมเงินและการผ่อนชำระสินเชื่อ จากนั้นรอระยะเวลา 6-12 เดือน จึงยื่นเรื่องขอสินเชื่อบ้านได้

สินเชื่อบ้าน

ข้อคิดก่อนขอสินเชื่อปลูกบ้าน

  1. ควรมีเงินเก็บเงินสำรอง

ในการเตรียมปลูกบ้านหรือซื้อบ้านต้องมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้ต้องเสียรายจ่ายเพิ่มอยู่เสมอ การเก็บออมเงินเอาไว้สักก้อนเพื่อใช้เป็นค่าดำเนินการ จึงจะทำให้อุ่นใจได้มากกว่า เพราะรายละเอียดค่าใช้จ่ายจะเริ่มตั้งแต่ ค่าประเมิน, ค่าดำเนินการ, ค่าประกันภัย, ค่าโอน หรือค่าดาวน์บ้าน เป็นต้น หากไม่มีการวางแผนเก็บเงินก้อนไว้สำรองตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจทำให้ติดขัดถึงขั้นพลาดบ้านหลังงามๆของคุณไปเลยก็ได้  อ้อ! อย่าลืมว่าเงินที่คุณขอสินเชื่อไว้ธนาคารมักไม่ให้ยอดเต็ม เช่น ขอกู้ 1,500,000 บาท ธนาคารอาจอนุมัติให้ 1,000,000 บาท เท่านั้น จึงต้องหาทางหนีทีไล่ให้ดีก่อน

  1. ควรรู้ว่าจะขอสินเชื่อที่ระยะเวลานานเท่าใด

ผู้ขอสินเชื่อควรตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่าเราควรจะกู้ในระยะเวลาเท่าใดดี เพราะผู้กู้บางคนมีความสามารถที่จะชำระคืนเงินกู้ได้เร็วที่สุดก็สามารถทำเรื่องกู้ในระยะเวลาสั้นๆได้ ความเป็นอิสระก็จะมาถึงเร็ว แต่หากผู้กู้บางท่านต้องการวงเงินกู้สูง ในขณะที่ความสามารถผ่อนชำระค่อนข้างต่ำ ก็คงต้องขยายเวลากู้ออกไปให้นานที่สุดเป็น 25-30 ปี เพื่อที่จะส่งเงินค่างวดน้อยๆซึ่งตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่าดอกเบี้ยก็จะต้องมากตามแน่นอน

  1. ต้องเชื่อมั่นว่าต้องส่งได้ทุกเดือนแน่นอนไปจนจบสัญญา

รู้ไหมว่าดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจะเบ่งบานหากผิดสัญญา เพราะเขาจะคิดค่าปรับกันเป็นรายวัน ข้อนี้มีคนตกม้าตายกันนักต่อนัก ผิดสัญญาเอาเงินไปจ่ายช้าแค่ไม่มีวันแต่ค่าปรับปาไปครึ่งค่อนค่างวดเลยก็มี ดังนั้นทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนนะ เตือนตัวเองเสมอว่าเมื่อขอสินเชื่อผ่านแล้วห้ามผิดนัดโดยเด็ดขาด

เชื่อว่าเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วทุกคนคงจะพอมีความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อบ้านพอสมควรแล้ว คราวนี้ก็จัดเตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อมกับหัวใจที่เด็ดเดี่ยวในการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง แล้วไปธนาคารกันขอให้ทุกคนโชคดี กู้ผ่านทุกคน….

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:http://decor.mthai.com|https://finance.rabbit.co.th|https://www.home.co.th|

http://home.sanook.com|https://home.kapook.com|http://www.athomeproperty.net|

https://moneyhub.in.th|http://www.matichon.co.th|http://8096-amazon-wordpress.s3-ap-southeast-1.amazonaws.com|

ขอขอบคุณรูปภาพจาก : Pixabay.com