บทความ : อยากรีไฟแนนซ์บ้าน ต้องทำอะไรบ้าง? ธนาคารไหนคุ้ม? หาคำตอบไปกับ iMoney อยากปลดหนี้บ้านต้องอ่าน! By iMoney.in.th

สำหรับคนมีภาระส่งค่างวดต่างๆไม่ว่าจะเป็นค่าบ้านหรือค่ารถ มีความรู้สึกไหมว่าทำไมเดือนหนึ่งๆมันถึงได้เร็วนัก เงินเดือนที่รับมาได้เชยชมแค่ไม่กี่วันก็ต้องบินจากไปให้เขาแล้ว โดยเฉพาะหนี้ส่งบ้านที่มียอดสูงๆ ส่งช้าก็ไม่ได้เพราะดอกเบี้ยแพงเหลือเกิน เมื่อมองหาช่องทางซ้ายขวาเหมือนจะมีวิธีช่วยให้ผ่อนเบาๆลงบ้างก็เห็นจะเป็นการรีไฟแนนซ์บ้านนั่นเอง สำหรับคนที่กำลังสนใจอยู่มาค่ะวันนี้จะพาไปทำความรู้จักให้ครบทุกมุม เผื่อเพื่อนๆคนไหนต้องการรีไฟแนนซ์อยู่จะได้จัดการได้เลย

Advertising :

รีไฟแนนซ์บ้าน

รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร?

การรีไฟแนนซ์บ้านหมายถึงการย้ายวงเงินผ่อนชำระหนี้บ้านใหม่ (Re”ทำซ้ำ” finance “การเงิน”) หรือเป็นการย้ายสถาบันการเงินที่เราใช้กู้ซื้อบ้านจากที่เก่าไปที่ใหม่นั่นเอง โดยจะได้วงเงินกู้ไม่เกินยอดหนี้ที่เหลืออยู่จากสถาบันการเงินเดิม แต่หากต้องการเงินเพิ่ม ก็ต้องยื่นขอกู้เพิ่มเติมแต่จะเป็นคนละวงเงินกันไม่เกินราคาประเมินของหลักทรัพย์เราค่ะ

รีไฟแนนซ์มีกี่รูปแบบ?

การรีไฟแนนซ์มีด้วยกัน 2 รูปแบบ นั่นคือการไปกู้จากสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อนำไปลดภาระเงินกู้ที่มีอยู่ ซึ่งแบบนี้เราเรียกว่าการเปลี่ยนสถาบันการเงินผู้ให้กู้ หรือ การย้ายแบงก์ ส่วนอีกแบบหนึ่งเป็นการเจรจากับสถาบันการเงินปัจจุบันเพื่อให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือที่เรียกกันว่า รีเทนชั่น นั่นเอง (เดี๋ยวจะมีกล่าวถึงในหัวข้อหลังๆค่ะ)

ทำไมเราต้องรีไฟแนนซ์บ้าน

การรีไฟแนนซ์ คือการย้ายวงเงินผ่อนชำระหนี้ (Re”ทำซ้ำ” finance “การเงิน”) บ้านเกิดจากครั้งแรกที่เราไปกู้ยืมเงินธนาคารมาเพื่อซื้อบ้าน เรามีสัญญาผูกพันกับธนาคารว่าต้องผ่อนชำระหนี้ให้หมดภายในกี่ปีๆตามสัญญา โดยมีบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งแต่ละธนาคารมักมีดอกเบี้ยต่ำๆ 1-3 ปีแรก ล่อใจให้คนมากู้ โดยหลังจากนั้นก็จะปล่อยให้เป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัว หรือ MLR- แล้วแต่กรณี เพราะธนาคารเองก็มีต้นทุน จึงไม่สามารถให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกับลูกค้าไปตลอดอายุสัญญาได้ดังนั้นเมื่อสิ้นระยะของดอกเบี้ยโปรโมชั่น ก็จะเข้าสู่ดอกเบี้ยในอัตราปกติ จึงอาจทำให้เราต้องมีภาระผ่อนชำระสูงขึ้น บางทีสูงขึ้น 1-2% เลยทีเดียว  และเพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้ผู้กู้จึงทำการย้ายธนาคารไปสู่ธนาคารที่มีดอกเบี้ยต่ำ เหมือนกับน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำนั่นเอง

เรามักรีไฟแนนซ์กันเมื่อไร?

โดยทั่วไปจะทำกันทุกๆ 3 ปี เพราะปกติแล้วธนาคารจะมีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำเฉพาะ 3 ปีแรกเป็นส่วนใหญ่

จุดประสงค์ในการรีไฟแนนซ์บ้าน

ในการรีไฟแนนซ์บ้านจะมีจุดประสงค์ 3 ข้อด้วยกัน นั่นคือ

  1. ต้องการผ่อนชำระหนี้บ้านให้น้อยลง(ไม่กู้เพิ่ม)

หลังจากหมดโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำแล้ว อาจจะเป็น 1 หรือ 3 ปี แล้วแต่ หลังจากนี้ธนาคารก็จะคิด อัตราดอกเบี้ยในลักษณะลอยตัว (MLR) หรือ ลอยตัวแล้วมีส่วนลด ( MLR-) ซึ่ง MLR แต่ละธนาคารก็จะไม่เท่ากัน ซึ่งหากเราต้องการรีไฟแนนซ์ก็ต้องมาตรวจสอบดูส่วนต่างระหว่างการใช้ดอกเบี้ยธนาคารเดิม กับ ค่าใช้จ่ายหลังจากรีไฟแนนซ์ไปยังธนาคารใหม่ว่า จะมีส่วนลดมากพอที่จะทำเรื่องไฟแนนซ์ไปหรือไม่ ซึ่งในทุกปีแต่ละธนาคารก็จะแข่งขันกันออกโปรโมชั่นดอกเบี้ยถูกเพื่อดึงลูกค้ากันเองอยู่แล้ว เราจึงแค่คอยตรวจสอบว่าที่ไหนดีที่สุด เมื่อเทียบกับที่เราใช้อยู่ ลองบวกลบ คูณ หารดู หากมีกำไรคุ้มค่าก็ดำเนินการย้ายไปได้เลย

  1. ต้องการรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อนำส่วนต่างออกมาใช้จ่าย (กู้เพิ่มจากวงเงินเดิม)

หากเป็นแบบนี้แน่นอนว่าภาระผ่อนบ้านต้องหนักขึ้น เพราะเราเพิ่มวงเงินกู้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็เป็นแนวทางในการหาเงินทุนมาหมุนเวียนธุรกิจของเราได้ หรือหากใครจะนำส่วนต่างจากการรีไฟแนนซ์บ้านไปชำระหนี้ในส่วนอื่นๆก็ได้เช่นกัน

  1. บ้านไม่มีภาระผ่อนแล้วแต่ต้องการเงิน

การรีไฟแนนซ์บ้านวิธีนี้จะได้ต้นทุนถูกที่สุด ประมาณ 4-5% เท่านั้นเอง ซึ่งแตกต่างจากกรณีเรามีภาระผ่อนชำระอยู่แล้วขอกู้เพิ่ม เพราะส่วนที่กู้เพิ่มมักถูกคิดอัตราดอกเบี้ยอุปโภคบริโภคอยู่ที่ประมาณ 12-15%

ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้านควรทำอย่างไรบ้าง

  1. หากยังผ่อนชำระไม่หมดต้องการรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อให้ผ่อนชำระน้อยลงโดยไม่ได้กู้เพิ่ม แบบนี้เราควรตรวจสอบหาว่าที่ใดให้ อัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด เงื่อนไขที่ดีที่สุด ก็ยื่นเอกสารกับธนาคารนั้นได้เลย
  2. หากยังผ่อนชำระไม่หมดต้องการรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อนำส่วนต่างออกมาใช้จ่าย หรือเป็นการกู้เพิ่มจากวงเงินเดิม แบบนี้ต้องต้องดำเนินการ
  • ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ดีที่สุดจากหลายๆธนาคาร ทั้งนี้ควรเลือกธนาคารที่ให้วงเงินสูงที่สุด
  • ยื่นเอกสารกับธนาคารที่ชอบอย่างน้อย 3 แห่งขึ้นไป เนื่องจากธนาคารแต่ละที่จะมีการประเมินราคาหลักทรัพย์ที่แตกต่าง เพราะใช้บริษัทประเมินราคาคนละบริษัทกัน ดังนั้นราคาตั้งต้นแต่ละธนาคารที่ใช้คิดจึงแตกต่างกัน และแน่นอนวงเงินที่ได้ย่อมต่างกันค่ะ
  1. เมื่อเลือกธนาคารที่จะรีไฟแนนซ์ได้แล้ว ยื่นเอกสารไปแล้ว ต่อไปก็จะเป็นขั้นตอนเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินทรัพย์สินออกมาตรวจสอบ และรอผลการอนุมัติ ซึ่งในกรณีที่ได้รับการอนุมัติแล้ว เราต้องติดต่อธนาคารเก่า เพื่อนัดวันไถ่ถอนที่สำนักงานที่ดิน จากนั้นธนาคารเดิมจะทำการสรุปยอดหนี้ให้ เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ เราจึงจะติดต่อกับธนาคารใหม่ได้ เพื่อนัดวันทำสัญญา และโอนทรัพย์ที่ใช้จำนองในวันเดียวกับที่เรานัดธนาคารเดิม ซึ่งขั้นตอนต่างๆ กว่าจะได้โอนบ้านและที่ดินก็ค่อนข้างใช้เวลาอยู่เหมือนกันค่ะ

วงเงินที่ได้จากการรีไฟแนนซ์ประมาณเท่าไร?

ในขั้นตอนยื่นเอกสารยังตอบไม่ได้ จนกว่าบริษัทประเมินราคาจะได้ทำการประเมินราคาทรัพย์สินของเราแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 7-15 วันนับแต่วันที่ยื่นเอกสารไป โดยจะอนุมัติและโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน หรือ ไม่เกิน 45 วันแล้วแต่ธนาคาร ทั้งนี้แต่ละธนาคารจะได้วงเงินกู้เมื่อคิดจากราคาประเมิน ดังนี้

  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด วงเงินจะไม่เกินหนี้เดิม
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด  วงเงินจะอยู่ที่ 85% ของราคาประเมิน
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด วงเงินจะอยู่ที่ 100% ของราคาประเมิน
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด วงเงินจะอยู่ที่ 100% ของราคาประเมิน
  • ธนาคารกรุงศรี จำกัด วงเงินจะอยู่ที่ 90 % ของราคาประเมิน
  • ธนาคารออมสิน วงเงินจะอยู่ที่ 90% ของราคาประเมิน
  • ธนาคารธนชาติ จำกัด วงเงินจะอยู่ที่ 100% ของราคาประเมิน
  • ธนาคารทหารไทย จำกัด วงเงินจะอยู่ที่ 100% ของราคาประเมิน
  • ธนาคารยูโอบีวงเงินจะอยู่ที่ 90% ของราคาประเมิน

ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์มีอะไรบ้าง

  • ค่าประเมินราคาทรัพย์สิน ประมาณ 2,500 -4,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจัดการวงเงินกู้ ประมาณ 1,000-3,000 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์  คิดที่ 200/1 จุด
  • ค่าจำนองที่ดิน คิดที่ 1 %
  • ค่าปรับปิดบัญชีก่อนกำหนด คิดที่ 3%
  • ค่าออกเช็ค ค่านิติกรรม ประมาณ 1,000-2,000 บาท
  • ค่าทำประกัน แล้วแต่นโยบายของธนาคาร

โดยสรุป ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์บ้านใหม่ทั้งหมดจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ราวๆ 2-3% ของวงเงินกู้ โดยค่าเฉลี่ยนี้อาจสูงได้ถึง 4.3% ของวงเงินรีไฟแนนซ์

ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์บ้าน: ( UPDATE 29/09/2559 ) ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

รีไฟแนนซ์บ้าน

เอกสารในการยื่นรีไฟแนนซ์บ้านมีอะไรบ้าง?

  1. สำเนาบัตรประชาชน/สำเนาบัตรรัฐวิสาหกิจ/สำเนาบัตรข้าราชการพร้อมตัวจริง
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) พร้อมตัวจริง
  4. สำเนาทะเบียนสมรส/ ใบมรณะบัตร/ใบหย่าหรือใบแจ้งความแยกกันอยู่พร้อมฉบับจริง
  5. ใบรับรองเงินเดือนฉบับจริง สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับรองเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
  6. สำเนาบัญชีเงินฝากแสดงรายการย้อนหลัง 6 เดือน หรือหลักฐานแสดงฐานะทางการเงินอื่น ๆพร้อมฉบับจริงหรือ Statement พร้อมรับรอง
  7. สำเนาทะเบียนการค้า ทะเบียนบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนฯ(ภงต.90, 91, ทวิ 50, หนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย) กรณีประกอบธุรกิจ
  8. หลักฐานการเสียภาษีเงินได้พร้อมใบเสร็จตัวจริงจากกรมสรรพากร ย้อนหลัง 6 เดือน กรณีประกอบธุรกิจ
  9. รูปถ่ายกิจการ จำนวน 3-4 รูป กรณีประกอบธุรกิจ
  10. สำเนาในประกอบวิชาชีพ หรือใบอนุญาตประกอบการ กรณีประกอบอาชีพส่วนตัว
  11. ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 24 เดือน กรณีไถ่ถอน
  12. สำเนาโฉนดที่ดิน/นส.3ก/หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด/อช.2(2ชุด) พร้อมรับรองจาก สนง.ที่ดิน

การรีไฟแนนซ์กู้ร่วมได้หรือไม่?

การรีไฟแนนซ์สามารถมีคนกู้ร่วมได้ค่ะ แต่ต้องเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ภรรยา และบุตรเท่านั้นค่ะ

เราสามารถรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารเดิมได้หรือไม่?

หากถามว่าเราสามารถรีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิมได้ไหม ต้องบอกว่าได้ค่ะ เนื่องจากการรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลานาน ทำให้บางคนเบื่อและถอดใจกับการติดตามผลการพิจารณารีไฟแนนซ์ หลายคนๆจึงเลือกที่จะรีเทนชั่น (RETENTION การขอลดดอกเบี้ย) เพราะสะดวกรวดเร็วกว่า เนื่องจากทางธนาคารมีประวัติเดิมของเราอยู่แล้ว แถมหากใครมีประวัติการชำระเงินที่ตรงต่อเวลาสม่ำเสมอ แบบนี้แทบไม่ต้องเสียเวลาพิจารณานาน แค่เราติดต่อ call center ธนาคาร เพื่อแจ้งขอลดอัตราดอกเบี้ย และทิ้งเวลาให้ธนาคารตรวจสอบประวัติการชำระเงิน จากนั้นรอประเมินส่วนลดเล็กน้อย แล้วให้ติดต่อกลับมาแจ้งผลและอัตราดอกเบี้ยที่สามารถลดให้เรา แค่นี้ก็จบ ซึ่งว่าไปแล้วก็ดีเหมือนกันนะ

รีไฟแนนซ์ด้วยการย้ายธนาคาร กับขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยธนาคารเดิม อย่างไหนจะดีกว่ากัน

การรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ 

ในปัจจุบัน สถาบันการเงินมักมีการแข่งขันออกแคมเปญสินเชื่อบ้านใหม่ๆมาดึงดูดลูกค้ากันอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นจึงเป็นประโยชน์ของเราที่จะลองเลือกดู หากมีรายละเอียดที่ดีน่าสนใจก็เลือกทำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังก็คือการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยอย่างรอบคอบ เพราะบางแห่งอ้างอิงดอกเบี้ย MRR บางแห่งอ้างอิง MLR ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อัตราแบบ MRR จะสูงกว่าแบบ MLR จึงอาจทำให้สถาบันการเงินเสนอดอกเบี้ย MRR ลบ 0.75% ซึ่งบางทีอาจจะยังคงแพงกว่าดอกเบี้ย MLR ลบ 0.25% ก็ได้ นอกจากนี้ อัตรา MLR ของแต่ละสถาบันการเงินก็ยังอุตส่าห์มีความแตกต่างกันอีกด้วย แบบนี้ถ้าคิดไม่ละเอียดมีหวังแย่เหมือนกัน แถมการย้ายแบงก์ ยังมีค่าธรรมเนียมต่างๆไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมประเมินหลักประกัน หรือค่าธรรมเนียมจดจำนอง เป็นต้น

การรีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิม

การขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย อาจเป็นวิธีที่สะดวกกว่า (แต่ก็ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะได้รับดอกเบี้ยใหม่ที่ถูกกว่าแคมเปญของธนาคารที่อื่นเสมอไป) แค่เพียงสัญญาแนบท้ายสัญญาเงินกู้ฉบับเดิมว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราใหม่เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วแล้ว ยังไงก็ลองคิดให้รอบคอบก่อนค่ะ

ประโยชน์ของการรีไฟแนนซ์บ้านมีอะไรบ้าง?

  1. ทำให้เราจ่ายดอกเบี้ยถูกลง ทำให้ภาระการผ่อนชำระน้อยลงไปด้วย
  2. หากรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อต้องการเงินส่วนต่าง เราก็จะสามารถนำเงินส่วนต่างไปหมุนเวียนใช้จ่ายหรือหมุนเวียนในธุรกิจได้
  3. หากอยู่ในภาวะดอกเบี้ยสูง สามารถรีไฟแนนซ์ไปที่แบบดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา ก็จะสามารถป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ควบคุมไม่ได้

ข้อควรระวังในการรีไฟแนนซ์บ้าน

  1. ก่อนที่จะตัดสินใจรีไฟแนนซ์บ้าน ควรคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ดีก่อน ไม่เช่นนั้นการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้อาจไม่คุ้มค่าเลย
  2. บางทีธนาคารที่เรามีสินเชื่ออยู่ อาจเข้าไปต่อรองดอกเบี้ยหลังหมดโปรโมชั่นได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องย้ายหนีเลย
  3. ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์บางธนาคาร อาจมีโปรโมชั่น เช่น ฟรีค่าจดจำนอง ( ซึ่งจะคิดรวมรวมอยู่ในดอกเบี้ยแล้ว ) จึงเหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกเตรียมค่าจดจำนอง(1%)ในวันที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์
  4. ประกันภัยประกันชีวิตประเภทต่างๆที่ธนาคารขายคู่มากับกับสินเชื่อเป็นเรื่องที่สามารถต่อรองได้ ทางที่ดีควรเลือกที่เหมาะสมกับตัวเรา
  5. ระยะดอกเบี้ยโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์ปกติจะประมาณ 3%- 5% จึงควรตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อนเลือกค่ะ

รีไฟแนนซ์บ้าน

 

รีไฟแนนซ์อย่างไรให้คุ้มค่า

จะต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาในการรีไฟแนนซ์กันแล้ว ยังไงต้องคุ้มค่านะคะ ด้วยวิธีการแบบนี้

  1. เปรียบเทียบเงื่อนไขของธนาคารต่างๆให้ดีก่อนตัดสินใจ
  • ดอกเบี้ยตลอดอายุสินเชื่อของธนาคารที่เราจะรีไฟแนนซ์ ต่ำกว่าดอกเบี้ยตลอดสินเชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
  • ดอกเบี้ยโปรโมชั่นที่จะย้ายไปใช้บริการ อยู่ในอัตราที่ดีที่สุดในระบบหรือยัง
  • ควรดูเงื่อนไขเรื่องจำนวนเงินผ่อนต่องวดที่ลดลง ระยะเวลาการผ่อนชำระที่นานขึ้น เพื่อที่จะได้คำนวณว่าจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้มากแค่ไหน
  1. สำรวจค่าใช้จ่ายอื่นๆ

อยากจะบอกว่าการรีไฟแนนซ์ก็คล้ายๆกับการขอสินเชื่อใหม่ดีๆนี่เอง ดังนั้นเราจึงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใน
กระบวนการต่างๆ ทั้งการจดจำนองหลักประกัน 1% ของวงเงินกู้ การประเมินมูลค่าหลักประกัน หรือการทำประกันอัคคีภัย ซึ่งถึงแม้ว่าหลายๆธนาคารจะยื่นข้อเสนอประเภทฟรีค่าธรรมเนียมเพื่อจูงใจให้รีไฟแนนซ์
ที่สำคัญควรตรวจสอบเงื่อนไขการไถ่ถอนสินเชื่อจากธนาคารเดิมด้วยว่าเขากำหนดให้สามารถรีไฟแนนซ์ได้ตั้งแต่ปีที่เท่าไรของการกู้ เพราะหากผิดเงื่อนไขขึ้นมาก็จะต้องเสียค่าปรับในการไถ่ถอนก่อนกำหนดอีกด้วย

  1. ตัดสินใจอีกครั้งว่าควรจะรีไฟแนนซ์หรือไม่

หลังจากที่เรารวบรวมข้อมูลแหล่งเงินกู้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดแล้ว จากนั้นก็นำมาวิเคราะห์บวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อตัดสินใจอีกครั้ง หากดูแล้วคุ้มค่าต่อการรีไฟแนนซ์ ก็ติดต่อธนาคารและดำเนินการตามขั้นตอนได้เลย

รีไฟแนนซ์บ้าน

รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารไหนดี

สำหรับใครที่คิดว่าจะรีไฟแนนซ์แน่ๆเรามีเงื่อนไขของธนาคารดีๆหลายที่ในช่วงนี้มาฝากกันค่ะ ลองพิจารณาตัดสินใจดูนะคะ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ( ธอส. )

สำหรับลูกค้าเดิมของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตอนนี้มีเงื่อนไขดีๆในกู้เพิ่มจากบัญชีเดิม ที่อยู่ระหว่างการผ่อนกับชำระกับธนาคารฯ ซึ่งหากมีประวัติการผ่อนชำระอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยขาดตกบกพร่อง งานนี้สามารถขอเพิ่มวงเงินกู้ได้ โดยขอให้ธนาคารฯทำการประเมินราคาหลักประกันใหม่ ตามสภาพปัจจุบัน และอาจขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระออกไปได้อีกสูงสุดถึง 30 ปี นับจากปัจจุบันก็ได้ (ว๊าว!) สำหรับเงื่อนไขจะมีตามนี้ค่ะ

  1. วงเงินกู้

วงเงินให้กู้ตามเกณฑ์หลักประกัน

กรณีหลักประกันเป็นที่ดินพร้อมอาคาร ให้กู้ได้ไม่เกิน 85% ของราคาประเมิน

กรณีหลักประกันเป็นห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ให้กู้ได้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมิน (ห้องชุดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อหน่วย)

กรณีหลักประกันเป็นห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ให้กู้ได้ไม่เกิน 80% ของราคาประเมิน (ห้องชุดราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาทต่อหน่วยขึ้นไป)

วงเงินให้กู้ตามเกณฑ์รายได้

ไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้สุทธิ และหากผู้กู้ใช้สิทธิสวัสดิการจะให้วงเงินกู้ได้ไม่เกิน 80% ของเงินเดือนสุทธิ

 

  1. ระยะเวลากู้

สามารถเปลี่ยนแปลงระยะเวลากู้ได้ใหม่ โดยอายุของผู้กู้รวมกับจำนวนปีที่ผู้ขอกู้จะต้องไม่เกิน 70 ปี

  1. เอกสารประกอบการกู้
  • คำขอกู้เงิน
  • เอกสาร
  • หากมีผู้กู้ร่วม ขอให้ผู้กู้ร่วมมายื่นคำขอกู้พร้อมหลักฐานแสดงรายได้และเอกสารส่วนตัวของแต่ละท่าน
  1. ค่าใช้จ่ายในการกู้
  • กู้ไม่เกิน 500,000 บาท คิดค่าประเมินหลักประกันแห่งละ 1,900 บาท
  • กู้ไม่เกิน 500,001 – 3,000,000 บาท คิดค่าประเมินหลักประกันแห่งละ 2,800 บาท
  • กู้เกิน 3,000,000 บาท คิดค่าประเมินหลักประกันแห่งละ 3,100 บาท
  • ค่าตรวจสอบผลงานการก่อสร้าง ต่อเติม หรือซ่อมแซม ครั้งละ 800 บาท
  • ค่าดำเนินการเพื่อขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนอง คิดอัตราจ้างเหมารายละ 1,000 บาท
  • ค่าใช้จ่าย ณ สำนักงานที่ดิน ในวันทำนิติกรรมจำนอง (จ่ายกับสำนักงานที่ดิน)
  • ธรรมเนียมการจดจำนองใหม่ 1% ของเงินกู้เพิ่ม

  ธนาคารออมสิน

สินเชื่อเคหะ
 วงเงินให้กู้

กรณีที่ดินพร้อมอาคาร/ห้องชุด ให้กู้ไม่เกิน 85% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ของธนาคาร (หากทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ จะให้กู้ได้ไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ของธนาคาร)
ระยะเวลาผ่อนชำระ : สูงสุด 30 ป

อัตราดอกเบี้ย

ปีที่ 1      อัตราดอกเบี้ยแบบที่ 1 ร้อยละ 1.25/ปี                            อัตราดอกเบี้ยแบบที่ 2 ร้อยละ 4.50 /ปี

ปีที่ 2      อัตราดอกเบี้ยแบบที่ 1 ร้อยละ MRR-2.00 /ปี               อัตราดอกเบี้ยแบบที่ 2 ร้อยละ 4.50 /ปี

ปีที่ 3      อัตราดอกเบี้ยแบบที่ 1 ร้อยละ MRR-0.75/ปี                อัตราดอกเบี้ยแบบที่ 2 ร้อยละ 4.50 /ปี

ปีที่ 4 จนครบสัญญากู้เงิน อัตราดอกเบี้ยแบบที่ 1 ร้อยละ MRR-0.75/ปี อัตราดอกเบี้ยแบบที่ 2 ร้อยละ MRR-0.75/ปี

หากผู้กู้ทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (เฉพาะปีแรก)

  • แบบที่ 1 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.25 ต่อปี
  • แบบที่ 2 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.50 ต่อปี (ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด)

ธนาคารกรุงเทพ

สินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์ เพื่อปลดภาระหนี้สินจากธนาคารอื่น

  1. วงเงินให้กู้ :ให้วงเงินกู้สูงสุดเท่ากับภาระหนี้คงเหลือปัจจุบัน 100%
  2. ระยะเวลาผ่อนชำระ :5-30 ปี

ธนาคารทหารไทย

สินเชื่อบ้าน ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์

  1. วงเงินให้กู้ :500,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20,000,000 บาท
  • กรณีเป็นห้องชุดคอนโดมิเนียม ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท วงเงินที่ได้จะเท่ากับยอดหนี้เดิม หรือสูงสุดไม่เกิน 95% ของราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า
  • กรณีเป็นบ้านพร้อมที่ดิน หรือ ห้องชุดคอนโดมิเนียม ราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป วงเงินที่ได้จะเท่ากับยอดหนี้เดิม หรือสูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาประเมินธนาคารแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า
  1. ระยะเวลาผ่อนชำระ :สูงสุด 35 ปี
  2. อัตราดอกเบี้ย
  • ปีที่ 1-3  สมัครผลิตภัณฑ์เสริมครบ 3 ประเภทคงที่ 3.99% / ปี หากสมัครไม่ครบหรือไม่สมัครอยู่ที่ 4.50%/ปี
  • ปีที่ 4 เป็นต้นไป หากสมัครผลิตภัณฑ์ MRR -2.75% / ปี หากสมัครไม่ครบหรือไม่สมัคร MRR- 2.025% / ปี
  • EIR แบบสมัครครบ 5.15 %  แบบสมัครไม่ครบ 5.49%

 ผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่
– สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ทีเอ็มบี คุ้มบ้าน (MRTA)
– สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีเอ็มบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน
– สมัครบัตรเดบิต TMB  (กรณีที่มีบัตรเดบิต TMB แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม)

4. มีประวัติการผ่อนชำระสม่ำเสมอ 24 งวดติดต่อกัน

  • ให้กู้ในวงเงินไม่เกิน 85% ของราคาประเมิน กรณีมีประวัติการผ่อนชำระสม่ำเสมอ 12 งวดติดต่อกัน

ธนาคารกรุงไทย

สินเชื่อ KTB Refinance Home Loan

วงเงินกู้

ที่อยู่อาศัยทุกประเภทให้สูงสุด 90 % ของราคาประเมิน

ระยะเวลาผ่อนชำระ :สูงสุด 30 ปี

อัตราดอกเบี้ย

  • ปีที่ 1 3.25%
  • หลังจากปีที่ 1 MLR -0.25%

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

สินเชื่อบ้านกรุงศรีรีไฟแนนซ์

วงเงินให้กู้ 

  • บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม และห้องชุดพักอาศัย ราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป ได้ที่ 95% ของราคาประเมิน
  • อาคารพาณิชย์ ราคา 1-5 ล้านบาทขึ้นไป ได้ที่  90% ของราคาประเมิน
  • ระยะเวลาผ่อนชำระ : สูงสุด 30 ปี
  • อัตราดอกเบี้ย มีให้เลือกสูงสุดถึง 7 ทางเลือก

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ krungsri.com

ธนาคารกสิกรไทย

สินเชื่อรีไฟแนนซ์

สำหรับบ้านอาคาร อาคารย์พาณิชย์ ห้องชุด ทาวน์เฮาส์ วงเงินกู้สูงสุด 90%จากราคาประเมิน

ระยะเวลาโปรโมชั่น : 1 ตุลาคม- 31 ธันวาคม 2560

อัตราดอกเบี้ย 

  • แบบที่ 1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1 ปีแรก 2.95%  หลังจากนั้น MRR – 0.75% จนสิ้นสุดอายุสัญญา
  • แบบที่ 2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 4.85%   หลังจากนั้น MRR – 0.75% จนสิ้นสุดอายุสัญญา
  • แบบที่ 3 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3  ปีแรก MRR – 5.50% หลังจากนั้น MRR – 0.75% จนสิ้นสุดอายุสัญญา
  • แบบที่ 4 อัตราดอกเบี้ยลอยตัวพิเศษ 1 ปีแรก MRR – 4.95% หลังจากนั้น MRR – 0.75% จนสิ้นสุดอายุสัญญา
  • แบบที่ 5 อัตราดอกเบี้ยลอยตัวพิเศษ 2 ปีแรก  MRR – 2.90% หลังจากนั้น MRR – 0.75% จนสิ้นสุดอายุสัญญา
  • แบบที่ 6 อัตราดอกเบี้ยลอยตัวพิเศษ 3 ปีแรก  MRR – 2.20%  หลังจากนั้น MRR – 0.75% จนสิ้นสุดอายุสัญญา
  • แบบที่ 7 อัตราดอกเบี้ยลอยตัวพิเศษ MRR – 1.60%  (ตลอดอายุสัญญา)

ธนาคารเกียรตินาคิน

วงเงินให้กู้

สำหรับบ้าน อาคารพาณิชย์ ห้องชุด ทาวน์เฮาส์ กู้ได้สูงสุดตั้งแต่ 85%-95% ของราคาประเมิน

อัตราดอกเบี้ย

  • แบบที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3 ปี โดย ปีที่ 1 =3.40% ปีที่ 2 =43.85% ปีที่ 3 =4.80% หลังจากนั้น MLR -1.50%
  • แบบที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3 ปี โดย เดือนที่ 1-6 =1.49% เดือนที่ 7-12 =3.49% ปีที่ 2 =3.85% ปีที่ 3 =4.95% หลังจากนั้น MLR -1.50%

ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

รีไฟแนนซ์บ้าน

วงเงินกู้

สำหรับบ้านและอาคารชุด 500,000-1,000,000 บาท

อัตราดอกเบี้ย

  • ปีที่ 1 MRR -4.50% ต่อปี
  • ปีที่ 2-3 MRR -2.50% ต่อปี

หลังจากนั้น MRR -1.50 %

ธนาคารธนชาต

สินเชื่อบ้าน Refinance 

  • วงเงินให้กู้ :วงเงินอนุมัติสูงสุด 100% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า
  • ระยะเวลาผ่อนชำระ :สูงสุด 30 ปี

อัตราดอกเบี้ย
แบบที่ 1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1 ปี 3.50 % ปีที่ 2-3 MLR-0.500% ต่อปี หลังจากนั้น MLR-0.625% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 5.911%)

แบบที่ 2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี 5.25 ต่อปี ปีที่ 3 MLR-0.500% ต่อปี หลังจากนั้น MLR-0.625% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 6.010 %)

แบบที่ 3 อัตราดอกเบี้ยผ่อนสบาย ๆ 3 ปี MLR -1.25% ต่อปี หลังจากนั้น MLR -0.625% ต่อปี

(อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 6.033%)

ธนาคารไทยพาณิชย์

สินเชื่อบ้าน รีไฟแนนซ์ (SCB Refinance)

  1. วงเงินให้กู้ :วงเงินตั้งแต่ 600,000 บาท กู้สูงสุดได้ 100% ของราคาประเมิน
  2. ระยะเวลาผ่อนชำระ :สูงสุด 30 ปี

อัตราดอกเบี้ย

  • แบบที่ 1 ปีที่ 1 = 3.99 % ต่อปี หลังจากนั้น MLR-1.50% ต่อปี
  • แบบที่ 2 ปีที่ 1-3  = 5.75 % ต่อปี หลังจากนั้น MLR-1.50% ต่อปี

ธนาคารทิสโก้

สินเชื่อรีไฟแนนซ์

  1. บ้าน อาคารพาณิชย์ ห้องชุด ทาวน์เฮาส์กู้ได้สูงสุด 90 % ของราคาประเมิน
  2. อัตราดอกเบี้ย
    – ปีที่ 1 = 4.50 % ต่อปี หลังจากนั้น MLR-2.50% ต่อปี

 

สำหรับข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ หากสนใจรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารไหน ขอให้สอบถามโดยตรงจากธนาคารนั้นเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง

การรีไฟแนนซ์จะเป็นประโยชน์กับเรามากที่สุดหากมีการศึกษา ตรวจสอบ และเปรียบเทียบอย่างละเอียด หากไตร่ตรองและคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วก็อย่าช้าค่ะ รีบไปธนาคารเป้าหมายที่ต้องการได้เลย!!

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://money.kapook.com|https://www.gsb.or.th|

http://www.refinance.co.th|https://pantip.com|

www.set.or.th|http://www.checkraka.com|http://readchair.blogspot.com|

 

ขอขอบคุณรุปภาพสวยๆจาก Pixabay.com