บทความ : อยากทำประกันภัยรถยนต์ ต้องรู้อะไรบ้าง? ซื้อแบบไหน? บริษัทไหนจะคุ้ม? หาคำตอบได้ที่ iMoney By iMoney.in.th

ประกันรถยนต์คืออะไร ?

ประกันรถยนต์คือ การประกันความเสียหายและเยียวยาอันเกิดจากการใช้รถยนต์ ซึ่งบ้านเรามี 2 ประเภทด้วยกัน นั่นคือ

Advertising :

ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (ประกันคน) Compulsory Third Party Liability Insurance (CTPL) หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้รถยนต์ทุกคันต้องมี หากไม่ทำจะมีความผิด มีโทษปรับไม่เกิน10,000บาท หรือทำแล้วแต่แต่ไม่ติดเครื่องหมายไว้ ที่รถให้เห็นชัดเจนก็มีโทษปรับไม่เกิน1,000บาท หากใครนึกไม่ออกว่ารูปร่างเป็นอย่างไร ลองหลับตานึกถึง ป้ายวงกลม หรือ แผ่นสี่เหลี่ยมๆ ที่ติดอยู่หน้ารถยนต์ ของเรานั่นเอง ซึ่งเมื่อทำแล้วจะคุ้มครองครอบคลุมค่าสินไหมทดแทนให้แก่

  • คนที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุนั้นๆ แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจากความเสียหายของตัวยานพาหนะ เช่น กรณี ที่เราขับรถไปเฉี่ยวชน คนอื่น และทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ แบบนี้ พ.ร.บ.รถยนต์ ก็จะจ่ายให้ เฉพาะ บุคคล เท่านั้น ส่วนรถยนต์ที่เสียหาย พ.ร.บ จะไม่รับผิดชอบ

ประกันภัยภาคสมัครใจ  ( ประกันรถ )

เมื่อ พ.รบ. คุ้มครองแต่คนไม่คุ้มครองรถ จึงเกิดประกันประเภทสมัครใจขึ้น ซึ่งประกันประเภทนี้กฎหมายไม่ได้บังคับ ใครจะทำหรือไม่ทำก็ได้ หากคิดไม่ออกว่ามันคือแบบไหนให้ลองนึกถึง ประกันชั้น 1, 2, 2+, 3+ และชั้น 3 นั่นเอง หรือพูดอีกทีก็ประกันแพงๆที่เราไม่ชอบทำกันนั่นแหล่ะ เสียดายเงิน ไม่ทำก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครบังคับ สุดท้ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุอะไรก็ต้องจ่ายเองเต็ม ๆ

ประกันภัยรถยนต์

ประกันภาคสมัครใจสำคัญแค่ไหน?

ย้ำ!กันหน่อย ประเทศไทยในปัจจุบันมีรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ประมาณ 30 ล้านคัน ซึ่งคาดว่ามีประมาณ  2 ล้านคัน ที่ไม่ได้ทำ ประกันภัยรถยนต์   หากเราขับทุกคนดีๆไม่มีอุบัติเหตุอะไรก็สบายไป แต่ถ้าสมมุติ เราขับรถออกไปเที่ยวกับครอบครัว แล้วจู่ๆ มีรถยนต์จากไหนไม่รู้ขับมาชนเรา นั่นหมายความว่า รถยนต์คันที่ชน จะต้องเป็นคนซ่อมรถให้เรา แต่สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ รถยนต์คันนั้น ไม่มีประกันรถยนต์  และแถมไม่มีเงินด้วย คุณจะทำอย่างไร หากคุณเองมีประกันชั้น 1 ไว้ก็สบายไปเพราะเขารับผิดชอบให้เรา แต่ถ้าเราก็ไม่มี อะไรจะเกิดขึ้น นี่แหล่ะคือความสำคัญของประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หากเริ่มเห็นความสำคัญกันบ้างแล้วลองมาดูกันหน่อยไหมว่า เรามีประกันแบบนี้กันกี่ประเภทและแตกต่

างกันอย่างไรบ้าง

ประเภทของประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ

  1. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 # ราคาเบี้ยเริ่มต้น 12,000 บาท#

(ซ่อมเขา + ซ่อมเรา + สูญหาย + ไฟไหม้) ประกันประเภทนี้ถือว่าความคุ้มครองครบถ้วนที่สุด โดยจะให้ทั้งความคุ้มครองค่าเสียหายต่อรถยนต์คันเอาประกัน คันคู่กรณี อีกทั้งค่าเสียหายของทรัพย์สินทั้งในรถยนต์คันเอาประกัน และคันคู่กรณี รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่ายาสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารรถยนต์คันเอาประกัน และรถยนต์คันคู่กรณี แถมยังให้ค่าชดเชยความเสียหายกรณีรถยนต์คันเอาประกันเสียหายเนื่องจากไฟไหม้เพราะอุบัติเหตุ น้ำท่วม และการโจรกรรม อีกด้วย ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับ รถใหม่ป้ายแดง รถยนต์ที่มีผู้ขับขี่มือใหม่ยังขับไม่ค่อยคล่อง และรถยนต์ที่ใช้งานเป็นประจำ หรือใช้งานหนัก สำหรับกรณีเกิดปัญหาจะมีการชดเชย

  • ความเสียหายต่อรถยนต์ กรณีเกิดการชนกับพาหนะทางบก วงเงินคุ้มครอง : ตามทุนประกันภัย
  • ความเสียหายต่อชีวิตและการบาดเจ็บต่อบุคคลภายนอก วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด 2,000,000 บาท/คน หรือไม่เกิน 10,000,000 บาท/ครั้ง
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด 5,000,000 บาท/ครั้ง
  • กระจกรถยนต์แตก วงเงินคุ้มครอง : ตามทุนประกันภัย
  • รถยนต์สูญหายถูกขโมย วงเงินคุ้มครอง : ตามทุนประกันภัย
  • รถยนต์ไฟไหม้ : ตามทุนประกันภัย

** อาจมีสิทธิประโยชน์มากกว่านี้ แล้วแต่การตกลงของแต่ละบริษัท

  1. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 #ราคาเริ่มต้น 6,000บาท#

(ซ่อมเขา + ไม่ซ่อมเรา + สูญหาย + ไฟไหม้ ) ประกันชั้น 2 จะให้ความคุ้มครองที่รองลงมาจากประกันชั้น 1 โดยให้ความคุ้มครองค่าเสียหายต่อรถยนต์คันคู่กรณี ค่าเสียหายของทรัพย์สินในรถยนต์คันคันคู่กรณี ค่ารักษาพยาบาล ค่ายาสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารรถยนต์คันเอาประกัน และรถยนต์คู่กรณี อีกทั้งให้ค่าชดเชยความเสียหายกรณีรถยนต์คันเอาประกันเสียหายจากไฟไหม้ และการโจรกรรม จึงเหมาะสำหรับ ผู้ที่ใช้รถยนต์ไม่บ่อยมาก ผู้ขับขี่มีประสบการณ์ ไม่ขับขี่หวือหวา หรือขับเร็ว เป็นต้น สำหรับกรณีมีปัญหาจะชดเชย

  • กรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ : รับผิดชอบต่อทั้งบุคคลภายนอกรถคันเอาประกันฯ หรือผู้โดยสารในรถคันเอาประกันฯ ราว 200,000 บาท/คน
  • กรณีเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน : ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเท่านั้น โดยไม่ได้ชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่รถคันที่เอาประกันฯ
  • กรณีรถคันเอาประกันฯ สูญหาย หรือถูกไฟไหม้: รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยคิดตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ แต่จะไม่รับผิดชอบต่อทรัพย์สินหรือบุคคลภายในรถ
  • กรณีเกิดความเสียหายต่อตัวรถผู้เอาประกันฯ และต้องนำเข้าอู่หรือห้างซ่อม ผู้เอาประกันฯ จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอง
  1. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ #ราคาเริ่มต้น 6,000 บาท#

(ซ่อมเขา + ซ่อมเรากรณีรถชนรถ เท่านั้น  + สูญหาย + ไฟไหม้)  ประกันประเภทนี้จะได้รับความคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ และความคุ้มครองต่อรถยนต์คันเอาประกันกรณีเกิดอุบัติเหตุกับยานพาหนะทางบก รวมถึงค่ารักษาพยาบาลผู้ขับขี่ และผู้โดยสารในรถยนต์คันคู่กรณี จึงเหมาะมากสำหรับ รถที่ใช้งานเป็นประจำ รถยนต์ที่ไม่มีที่จอดรถในรั้วรอบขอบชิด หรือต้องจอดในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการโจรกรรม เป็นต้น

  • ความเสียหายต่อรถยนต์ กรณีเกิดการชนกับพาหนะทางบก วงเงินคุ้มครอง : 150,000 บาท
  • ความเสียหายต่อชีวิตและการบาดเจ็บต่อบุคคลภายนอก วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด 1,000,000 บาท/คนหรือไม่เกิน 10,000,000 บาท/ครั้ง
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด 2,500,000 บาท
  • รถโดนขโมย วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด150,000 บาท
  • รถยนต์ไฟไหม้ วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด 150,000 บาท
  • รถเสียหายจากภัยธรรมชาติ : สูงสุด 150,000 บาท
  1. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 # ราคาเริ่มต้น 1,000 บาท #

(ซ่อมเขา + ไม่ซ่อมเรา ไม่รวม สูญหาย ไฟไหม้) พูดง่ายๆคือ ซ่อมรถคู่กรณีได้อย่างเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับประกันทุกประเภท จะให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่าที่น้อยสุดแต่ก็มีค่าเบี้ยถูกที่สุดในบรรดาประกันภัยทั้งหมดเช่นกัน จึงเหมาะสำหรับ รถยนต์ที่ไม่ได้นำออกมาใช้งานบ่อย นานๆที จะมีการนำออกมาใช้ครั้งหนึ่ง หรือรถเก่าที่อายุ 7 ปีขึ้นไป อีกทั้งเป็นรถยนต์ที่ไม่ได้จอดในพื้นที่เสี่ยงต่อการโจรกรรม

  • ความเสียหายต่อรถยนต์ กรณีเกิดการชนกับพาหนะทางบก วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด 1,000,000 บาท/คน หรือไม่เกิน 10,000,000 บาท/ครั้ง
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด 2,500,000 บาท
  1. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ # ราคาเริ่มต้น 5,000 บาท #

(ซ่อมเขา + ซ่อมเรา กรณี รถชนรถ เท่านั้น ไม่รวม สูญหาย ไฟไหม้) ประกันภัยรถยนต์ 3+ เพิ่มเติมจากชั้น 3 ปกติ โดยจะมีความคุ้มครองเพิ่มมากขึ้น ในกรณี รถชน โดยต้องมีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก จึงสามารถเคลมได้ จึงเหมาะสำหรับ รถเก่าที่มีอายุเกิน 7 ปีขึ้นไป รถที่ใช้งานเป็นประจำ และมีที่จอดรถยนต์ในที่ๆ ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการโจรกรรม

  • ความเสียหายต่อชีวิตและการบาดเจ็บต่อบุคคลภายนอก วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด 1,000,000 บาท/คนหรือไม่เกิน 10,000,000 บาท/ครั้ง
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก วงเงินคุ้มครอง : สูงสุด2,500,000 บาท

ประกันภัยรถยนต์

วิธีเลือกประกันภัยรถยนต์ให้เหมาะสมกับตนเอง

เพราะประเภทประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ มีตั้ง 5 ประเภท แล้วแบบนี้จะเลือกถูกกันไหม ว่ารถของเราควรใช้ประกันแบบไหนดี ไม่เป็นไรอย่าคิดมาก มาลองดูวิธีพิจารณาเลือกประกันรถยนต์กันดีกว่า

  1. หากมีเงินไม่อั้นขอให้เลือกประกันชั้น 1 ไปเลยเพราะจะครอบคลุมที่สุด แต่ถ้าไม่ใช่ลองพิจารณาข้ออื่น
  2. หากเป็นคนค่อนข้างระมัดระวังขับรถมีสติไม่เคยเกิดอุบัติเหตุอะไรเลยตลอดระยะเวลาที่ขับรถมานานหลายปีแบบนี้เลือกประกันรถยนต์ชั้น2 หรือชั้น 3 ก็ได้ เพื่อจะได้เป็นอีกช่องทางสำหรับลดค่าใช้จ่ายลง เพราะค่าเบี้ยประกันไม่แพงมาก
  3. หากเป็นคนเดินทางบ่อย ชอบขับรถค่อนข้างเร็ว เคยเฉี่ยวเคยชนมาแล้วบ้าง แบบนี้ก็ควรทำประกันชั้น 1เพราะจะคุ้มกว่าถึงแม้ว่าเบี้ยประกันจะแพงกว่าก็ตาม
  4. หากเป็นรถใหม่กำลังอยู่ในช่วงเห่อและหวงรถมาก รอยขีดข่วนอะไรก็ไม่อยากให้โดน แบบนี้ต้องทำประกันชั้น 1 เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่การออกรถใหม่ป้ายแดงในหลายๆค่ายก็จะแถมประกับภัยรถยนต์ชั้น 1ให้กับลูกค้าอยู่แล้ว
  5. หากรถมีสภาพเก่าตามกาลเวลา จะมีรอยบ้างก็ไม่รู้สึกอะไร แถมคนขับรถมีความชำนาญในการขับขี่มากขึ้น ก็สามารถลดประกันภัยรถยนต์มาเป็นชั้น 2 หรือ 3ก็ได้เช่นกัน
  6. ลองดูสภาพพื้นที่ที่อยู่นั้นเป็นอย่างไร เช่น เกิดภัยธรรมชาติบ่อยแค่ไหน มีแผ่นดินไหวหรือไม่ น้ำท่วมหรือเปล่า หรือว่าเหตุการณ์ปกติน่าอยู่มากๆ หากเป็นกรณีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ควรต้องทำประกันภัยรถยนต์ชั้น1 แต่หากพื้นที่ปกติทั่วไปก็ลดลงมาได้
  7. ข้อนี้สำคัญดูกำลังทรัพย์ในกระเป๋า ว่าสามารถทำประกันประเภทใดได้ เพราะถึงอยากทำประกันดีๆแต่เงินไม่พอ มันก็หมดหนทางเหมือนกัน

เคล็ดลับการเลือกประกันรถยนต์ให้ถูกใจ

เมื่อเรารู้แล้วว่าประกันที่ควรทำคือประเภทไหน ลองดูต่ออีกนิดเพื่อจะได้ทำประกันให้ถูกที่และถูกใจ

เลือกบริษัทประกันรถยนต์ที่น่าเชื่อถือ

เพราะเราต้องใช้บริการของบริษัทประกันภัยตลอดถึง 1 ปีเต็ม หากเราเลือกบริษัทผิดความเสียใจและเสียดายย่อมเกิดขึ้นได้ หากคุณพึ่งซื้อรถใหม่ยังไม่เคยทำประกันรถ ก็ขอให้ลองสอบถามเพื่อนๆญาติๆ หรือดูตามรีวิวประสบการณ์จริงจากคนอื่นก่อน แต่ถ้าเคยลองใช้บริการกับบริษัทไหนมาแล้วดีหรือไม่ดีก็คงพอรู้บ้าง ซึ่งโดยรวมเราจะดูกันที่

  • ความมั่นคงทางการเงินและความน่าเชื่อถือของบริษัทรวมถึงตัวแทน และบริษัทนายหน้าประกันภัยรถยนต์ด้วย
  • การให้ความรู้และคำปรึกษาเรื่องประกันภัยรถยนต์แก่ลูกค้า
  • อัตราเบี้ยประกันภัยเป็นธรรมกับผู้เอาประกันภัยรถยนต์
  • การบริการก่อนการขาย หลังการขาย
  • ความรวดเร็วในการถึงพื้นที่เมื่อเกิดปัญหา
  • การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า
  • การจ่ายค่าสินไหมเป็นไปตามข้อตกลง
  • มีศูนย์บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศเพื่อความสะดวกแก่ลูกค้า

เลือกความต้องการในการซ่อมรถ

เมื่อรถมีปัญหาลองถามใจตัวเองว่าต้องการซ่อมอู่หรือซ่อมศูนย์ เพราะตรงจุดนี้จะทำให้ค่าเบี้ยต่างกัน 10-30%  เลยทีเดียว หากเป็นการซ่อมศูนย์ แน่นอนคุณจะได้บริการที่ดีและของมีคุณภาพแน่นอน แต่ซ่อมอู่ก็แล้วแต่คุณเลือก ตาดีได้ตาร้ายเสีย สมัยก่อนอาจเจอการหมกเม็ด แต่ปัจจุบันการซ่อมอู่น่าจะมีมาตรฐาน ดีขึ้น เพราะมีการแข่งขันด้านคุณภาพเพื่อให้ทัดเทียมกับศูนย์

วิเคราะห์ลักษณะการใช้รถก่อนหาส่วนลด

การวิเคราะห์ลักษณะการใช้รถของเราสามารถนำมาเป็นตัวตั้งในการเลือกประกันภัยได้แถมยังอาจได้ส่วนลดอีก เช่น หากรถยนต์มีคนขับคนเดียวหรือสองคนแน่นอน สามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ในกรมธรรม์ได้ จะทำให้ประหยัดเบี้ยได้ถึง 5-20% แต่ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ระบุผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี เพราะจะได้รับส่วนลดน้อย

เบี้ยประกันถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง

รู้ไหมประกันแต่ละที่ราคาไม่เท่ากัน แถมมีข้อกำหนดตรงนั้นตรงนี้เพื่อแบ่งราคาอีกด้วย เราลองมาดูหน่อยไหมว่าเขาคิดราคาขึ้นอยู่กับอะไร

  1. เพศและอายุ

หากดูจากสถิติแล้ว ผู้ชายโดยเฉพาะวันรุ่น จะมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าผู้หญิงวัยรุ่น ดังนั้นเบี้ยประกันก็อาจแพงกว่า ส่วนผู้ชายสูงอายุ จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้หญิงสูงอายุ

  1. การสมรส

ตามสถิติผู้ชายมีครอบครัว จะเกิดอุบัติเหตุน้อยครั้งกว่า ผู้ชายโสด ดังนั้นคนที่แต่งงานแล้วจะมีเบี้ยประกันที่ถูกกว่า แต่ก็ไม่แน่เสมอไปต้องดูประวัติการขับขี่ประกอบด้วย ถ้าไม่มีหรือแทบไม่มีอุบัติเหตุเลย ก็จะจ่ายเบี้ยถูก

  1. พื้นที่ ที่ขับรถยนต์

พื้นที่ที่อยู่ และใช้รถยนต์อาจมีผลต่อเบี้ยประกันได้ เช่น ในท้องที่ที่ไม่มีการจราจรหนาแน่น จะมีเบี้ยประกันถูกกว่า ท้องที่ที่มีความหนาแน่นในการใช้รถยนต์สูง นอกจากนี้ยังอาจมี จำนวนระยะทางที่ขับรถในแต่ละปี จุดประสงค์ในการใช้รถ หรือจำนวนคนที่โดยสารในรถ ก็อาจมีผลต่อการคำนวนเบี้ยประกันได้

  1. ประวัติการขับขี่รถ

ประวัติการขับขี่สามารถบอก ความเสี่ยงมากน้อยในการเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น หากมีความเสี่ยงมาก เคยเกิดอุบัติเหตุมาบ่อยๆ แบบนี้อาจต้องจ่ายเบี้ยที่แพง

  1. ประเภทของรถ

ตามหลักการทั่วไป รถที่ราคาถูกกว่า เบี้ยประกันก็จะถูกกว่าไปด้วย เนื่องจากบริษัทประกันจะพิจารณาที่ความถูกแพงของการซ่อมแซมด้วย ทั้งนี้รถถูกกว่า ก็มีค่าอะไหล่และการซ่อมที่ถูกกว่าแน่นอน

  1. ความนิยมรถของขโมย

รถแต่ละรุ่น จะมีความนิยมของขโมยแตกต่างกัน สำหรับรถที่ได้รับความนิยมสูงและหายบ่อย จะมีเบี้ยประกันที่สูงกว่า แต่อย่างไรก็ตาม หากรถของคุณมีระบบป้องกันการขโมยเพิ่มเติมที่แน่นหนา ก็อาจนำไปขอเป็นส่วนลดได้

10 บริษัทประกันภัยที่คนส่วนใหญ่เลือก (ข้อมูลปี 2558)

สำหรับคนที่เลือกไม่ถูกจริงๆว่าควรจะทำประกันกับที่ไหนดี ลองดู 10 ตัวเลือกนี้ก็ได้นะ

อันดับ 1 วิริยะประกันภัย                  เบี้ยกันอยู่ที่ 29,586 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 24.57 %

อันดับ 2 สินมั่นคงประกันภัย          เบี้ยกันอยู่ที่ 9,037 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 7.50 %

อันดับ 3 ประกันคุ้มภัย                      เบี้ยกันอยู่ที่ 7,234 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 6.01 %

อันดับ 4 กรุงเทพประกันภัย             เบี้ยกันอยู่ที่ 6,962 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 5.78 %

อันดับ 5 เมืองไทยประกันภัย           เบี้ยกันอยู่ที่ 5,865 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 4.87 %

อันดับ 6 ธนชาติประกันภัย              เบี้ยกันอยู่ที่ 5,146 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 4.27 %

อันดับ 7 แอล เอ็ม จี ประกันภัย       เบี้ยกันอยู่ที่ 4,715 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 3.92 %

อันดับ 8 อาตเนย์ประกันภัย              เบี้ยกันอยู่ที่ 4,338 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 3.60 %

อันดับ 9 ทิพยประกันภัย                   เบี้ยกันอยู่ที่ 4,073 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 3.38 %

อันดับ 10 กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยฯ           เบี้ยกันอยู่ที่ 3,772 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 3.13 %

 ประกันภัยรถยนต์

 

ขั้นตอนการทำประกันรถยนต์

ขั้นตอนในการทำประกันรถยนต์ไม่มีอะไรยากเลย เพียงแค่เลือกให้ได้ว่า จะทำกับบริษัทไหน เป็นประกันประเภทอะไร แล้วยื่นเอกสาร

  • สำเนารายการจดทะเบียนรถยนต์
  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกัน
  • สำเนาใบขับขี่
  •  สำเนาเอกสารซื้อขายรถ

จากนั้นจ่ายเงินและรอกรมธรรม์ สำหรับรถใหม่ป้ายแดงยิ่งง่าย เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายของบริษัทรถจะบริการให้เราเรียบร้อย ทั้งนี้เมื่อได้กรมธรรม์มาแล้ว ควรอ่านให้ละเอียดว่าคุณได้รับความคุ้มครองใดบ้าง และต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ควรทำตามขั้นตอนที่แนบมาในกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด

หากรถคุณเกิดปัญหาจะเคลมประกันต้องทำอย่างไร?

เรื่องการเคลมประกัน เอาเข้าจริงๆใครๆก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นแน่นอน แต่อุบัติเหตุและสิ่งไม่คาดฝัน เราห้ามกันไม่ได้ ดังนั้นตั้งสติและจดจำขั้นตอนเหล่านี้ไว้

  1. ในกรณีที่ไม่มีใครผิดอย่างชัดเจน
  • อย่าพึ่งเคลื่อนย้ายรถจนกว่าตำรวจจะมาทำเครื่องหมายและอนุญาตให้ย้ายได้
  • รีบติดต่อตำรวจในท้องที่ หากไม่มีตำรวจอยู่ในบริเวณนั้น
  • โทรหาบริษัทประกันที่ทำ แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง
  • หากเกิดขึ้นในต่างจังหวัด หรือบนทางหลวง ให้ติดต่อตำรวจทางหลวงได้ หลังจากนั้นจึงโทรหาบริษัทประกัน
  1. เมื่อคุณไม่ใช่คนผิด
  • ให้รีบจดเลขทะเบียน ชื่อ ที่อยู่ของคู่กรณีที่ทำผิดเอาไว้
  • โทรหาบริษัทประกันของคุณ
  • ให้คูกรณีที่ทำผิดเซ็นในเอกสารที่เตรียมโดยบริษัทประกันของคุณ และจดรายละเอียดใบขับขี่ของผู้ทำผิดไว้
  • บันทึกรายละเอียดของพยานในที่เกิดเหตุ (ถ้ามี)
  • สำหรับผลการเคลม คุณต้องติดตามบริษัทประกันในภายหลัง
  1. ในกรณีที่คุณเป็นคนผิด
  • ให้รีบโทรหาบริษัทประกันของคุณทันที
  • อย่าเซ็นเอกสารอะไรก่อนที่บริษัทประกันของคุณจะมาถึงที่เกิดเหตุ
  • ให้เคลื่อนย้ายรถไปยังที่ที่ไม่กีดขวางการจราจร หลังจากที่ยอมรับความผิดแล้ว
  • หากคู่กรณีขอชื่อและที่อยู่ให้บอกเขา
  1. หากมีผู้บาดเจ็บ หรือ เสียชีวิต
  • หากฝ่ายที่ได้รับบาดเจ็บยังมีสติ และยินยอม คุณสามารถพาผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ แต่ถ้าไม่มีสติแล้ว ควรโทรหารถพยาบาลทันที
  • คุณต้องติดต่อบริษัทประกันทันที
  • อย่าเจรจาเรื่องค่าสินไหมทดแทนกันเอง จนกว่าเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันจะไปถึง
  • หากมีการฟ้องร้องกันในภายหลัง บริษัทประกันอาจมีนักกฎหมายเป็นตัวแทนคุณในระหว่างการเจรจาได้
  1. ในกรณีชนแล้วหนี
  • พยายามจำเลขทะเบียนของรถคันที่ชนแล้วหนีให้ได้ หลังจากนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วบอกเลขทะเบียนของรถคันนั้น เพื่อที่จะได้ใช้ในการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป
  1. หากรถโดนยึด
  • ให้ตำรวจที่รับผิดชอบจดทรัพย์สินที่มีอยู่ในรถคุณเอาไว้ด้วยในรายงาน
  1. ใบเคลมที่ได้รับมา ควรเก็บไว้ให้ดี ซึ่งดีที่สุดคือเก็บไว้ในรถ

ประกันภัยรถยนต์

ถ้ารถหายทำอย่างไรดี?

  1. รีบแจ้งตำรวจทันที หรือแจ้งศูนย์รับเรื่องรถหาย ที่เบอร์ (02) 245-9059 , 245-6951 แล้วแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งหมด เช่น สถานที่ที่รถหาย วันที่รถหาย เลขทะเบียน สี เลขตัวถัง เป็นต้น
  2. โทรแจ้งบริษัทประกัน และให้เอกสารที่จำเป็นแก่บริษัทประกัน
  3. หากมีข้อมูลเพิ่มเติมที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ให้รีบแจ้งบริษัทประกันทันที โดยข้อมูลนี้จะถูกเก็บเป็นความลับ
  4. ควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว
  5. ควรเตรียมข้อมูลสำคัญๆ เหล่านี้ไว้ให้ใกล้มือ หรือหากจำได้ยิ่งดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องแจ้งกับบริษัทประกันเมื่อเกิดเหตุ ได้แก่
  • ชื่อผู้เอาประกัน เลขที่กรมธรรม์
  • เลขใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ รุ่นรถ สีรถ
  • ชื่อคนขับขี่
  • สาเหตุของอุบัติเหตุ (อย่างย่อ)
  • สถานที่เกิดเหตุ พร้อมจุดสังเกตเพื่อให้ตัวแทนของบริษัทประกันเดินทางไปยังที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุด
  • ต้องจดชื่อตัวแทนจากประกันที่คุณคุยด้วย พร้อมกับเวลาที่โทรติดต่อกับตัวแทนคนนั้น

จะเอารถที่มีประกันส่งซ่อมอย่างไร?

  • คุณต้องนำรถเข้าอู่ซ่อมในเครือของบริษัทประกัน หากต้องการซ่อมอู่นอกเหนือไปจากที่อยู่ในเครือของบริษัทประกัน ต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบก่อน
  • ก่อนส่งรถเข้าซ่อม ต้องตรวจเช็คทรัพย์สินให้ดีก่อน และจดเอาไว้
  • บริษัทประกันอาจทำการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ หากมองว่าไม่สามารถซ่อมได้
  • ก่อนรับรถหลังซ่อม ควรเช็คและตรวจสภาพว่าพึงพอใจหรือไม่ก่อนที่จะเซ็น รับรถ หากไม่พอใจในการบริการ ต้องแจ้งบริษัทประกันภัยทันที
  • คุณมีสิทธิ์ที่จะเช็คสภาพรถในจุดที่ซ่อมได้ตลอดเวลากับอู่ซ่อมในเครือของบริษัทประกัน
  • หากมีการซ่อมล่าช้าผิดปกติ ให้แจ้งบริษัทประกันทันที
  • หากหน้ากรมธรรม์ระบุว่า คุณต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง แบบนี้ทางบริษัทประกันจะให้อู่ในเครือของประกัน เก็บค่าใช้จ่ายส่วนนั้นกับคุณโดยตรง

ต่อประกันที่เดิมหรือที่ใหม่ดีกว่ากัน

เมื่อการประกันของคุณผ่านไป 1 ปี คุณจะพบว่าประกันที่มีอยู่นั้นดีหรือไม่ดี ซึ่งรอบใหม่คุณสามารถเลือกได้ว่าจะต่อหรือจะเปลี่ยนดี โดยพิจารณา

การต่อประกันรถยนต์กับที่เดิม

  • หากคุณเคยเคลมกับบริษัทประกันรถยนต์ที่เดิมไปแล้ว และต้องการต่อประกันรถยนต์กับบริษัทนั้นต่อไป แม้ว่าจะมี หรือ ไม่มีคู่กรณีก็ตาม บริษัทประกันจะดูความเสียหาย และ มูลค่าการซ่อมที่เบิกเงินกรมธรรม์ไป อีกทั้งดูว่าได้เคลมอะไรไปบ้าง มีอุบัติเหตุที่ผู้เอาประกันเป็นผู้ผิดหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หากมีเคลมน้อย และไม่ได้เป็นผู้ผิดเลย อีกทั้งขับรถดี คุณจะได้ส่วนลดประวัติดี ในการคำนวณค่าเบี้ยปีต่อไป แต่หากมีเคลมเยอะ เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ หรือ เป็นผู้ผิดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ บริษัทก็จะคิดเบี้ยประกันเพิ่มในปีต่อไป
  • หากคุณมีประวัติการขับขี่ดี ปีแรกไม่ได้เคลม แต่ว่ารถยนต์มีรอย (ไม่ได้แจ้งเพราะอยากได้ส่วนลดประวัติดี) เมื่อคุณเคลมในปีที่ 2 เบี้ยประกันปีต่อไปก็แพงพุ่งขึ้นไปอีกอยู่ดี

ดังนั้นหากจะต่อประกันที่เก่า ต้องไม่มีการเคลมเลยดีสุด แต่ถ้ามีลองเปลี่ยนที่ใหม่ดู อ้อ! กรณีคุณมีประวัติดีและรถยนต์อยู่ในสภาพที่ดีอยู่แล้ว ไม่เคยเคลมและต้องการต่อประกันกับบริษัทเดิม จะเป็นเรื่องง่ายมาก แค่แจ้งบริษัทประกัน แล้วรอรับใบเรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันของปีต่อไปอยู่ที่บ้านก็ได้

การต่อประกันรถยนต์ที่ใหม่

หากเราไม่ค่อยประทับใจประกันที่แรก หรือกลัวค่าประกันสูงขึ้นเพราะเคลมไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ เคลมประกันและซ่อมรถยนต์ กับบริษัทประกันที่เดิมให้เรียบร้อย เพื่อที่บริษัทประกันที่ใหม่ จะยกประวัติดีมาพร้อมส่วนลด 20% เพื่อเป็นการจูงใจลูกค้าซื้อประกันของเขา และหากปีที่ 2 ก็ยังไม่มีการเคลม บริษัทประกันก็จะเพิ่มส่วนลดให้เป็น 30% เลยทีเดียว แล้วอย่าลืมก่อนต่อประกันรถยนต์ ให้สอบถามบริษัทประกันว่าค่าเบี้ยประกันราคาเท่าไร และเขาให้ความคุ้มครองอะไรดีๆบ้าง แค่นี้ก็จบ ว่าแต่เช็คให้ดีนะ เดี๋ยวจะไปเจอบริษัทที่แย่กว่าเดิม ต่อไปนี้จะเป็นขั้นตอนการต่อประกันรถยนต์

ขั้นตอนการต่อประกันรถยนต์

  1. ก่อนที่จะหมดอายุประกันประมาณ 1-2 เดือน หรือเมื่อเราได้รับหนังสือแจ้งยอดให้ไปชำระเบี้ยประกัน ให้ทำการติดต่อสอบถามบริษัทประกันว่า รอบนี้จะมีเบี้ยประกันเท่าไร ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง
  2. หากบริษัทประกันบอกข้อมูลมาแล้ว ลองคิดถึงส่วนต่าง ถ้าใกล้เคียงกันหรือห่างกันไม่เกิน 200-300บาทก็ถือว่าพอยอมรับได้
  3. ลองโทรไปสอบถามบริษัทประกันภัยอื่นว่ารถเรายี่ห้อนี้/ปีนี้ หากต้องการความคุ้มครองแบบเดียวกันกับที่เดิมจะต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าไร
  4. หากที่ใหม่ให้ความคุ้มครองเท่ากันแต่ราคาถูกกว่าหรือให้ความคุ้มครองมากกว่าในราคาเท่ากัน อาจพิจารณาที่ใหม่ได้

เอกสารที่ใช้ในการต่อประกันรถยนต์

  1. สำเนาทะเบียนรถยนต์ (เล่มสีฟ้า) ในหน้าปัจจุบัน
  2. สำเนาบัตรประชาชน
  3. สำเนาตารางกรมธรรม์เดิม
  4. สำเนาใบขับขี่ เฉพาะต้องการระบุผู้ขับขี่เท่านั้น

การเลือกประกันรถยนต์ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ขอให้ศึกษาแต่ละที่ให้ดีที่สุดเท่านั้น หวังว่าเมื่อคุณรู้รายละเอียดเกี่ยวกับประกันภัยมากขนาดนี้จะสามารถเลือกบริษัทประกันรถยนต์ที่ถูกใจและไม่สร้างความผิดหวังให้ ตามนี้เลยนะ

 

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :  http://www.xn--12c4bcfhbk6bsbdce1pqac34a1e.com/|www.moneyguru.co.th| http://www.prakunrod.com|https://www.easyinsure.co.th|https://moneyhub.in.th|https://www.frank.co.th|https://daily.rabbit.co.th

ขอขอบคุณรูปภาพจาก: Pixabay.com