บทความ : 13 ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรเครดิต ใครกำลังจะทำ Credit card ต้องอ่าน! By iMoney.in.th

เมื่อเอ่ยถึงบัตรเครดิต ปัจจุบันแทบจะกลายเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตสังคมสมัยใหม่ไปแล้ว ไม่มีใครมัวพกเงินมากๆมาจับจ่ายซื้อของหรือบริการ ต่างก็รูดปื๊ดๆกันอย่างสะดวกสบาย เหมือนกับเป็นปัจจัยที่ 5 ที่สุดแสนจะจำเป็น แต่ทั้งนี้แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้วิธีใช้บัตรเครดิตกันแล้ว ว่าคือบัตรเอนกประสงค์ที่สามารถรูดซื้อของหรือผ่อนของได้ก่อนแล้วค่อยจ่ายเงินทีหลัง หากแต่รายละเอียดปลีกย่อยมากกว่านี้อาจยังไม่รู้กัน  เพื่อเป็นการคลายความข้องใจ จึงจะขอพาทุกคนไปรู้จักบัตรเครดิตให้มากกว่านี้ เริ่มตั้งแต่มันคืออะไร ทำงานอย่างไร สมัครแบบไหน รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับบัตรเครดิตอย่างครบถ้วน รับรองจะไม่มีข้อสงสัยใดๆเกี่ยวกับบัตรเครดิตอีกเลยค่ะ

Advertising :

10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรเครดิต - imoney

บัตรเครดิตคืออะไร?

บัตรเครดิต เป็นบัตรพลาสติกที่บนบัตรมีข้อมูลของผู้ใช้ อย่าง ลายเซ็น หรือชื่อ โดยบัตรนี้จะออกจากธนาคารพาณิชย์หรือผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) ให้แก่ผู้ถือบัตรเพื่อที่จะให้อำนาจในการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆก่อน เหมือนเป็นการยืมเครดิตจากธนาคารมาใช้ ภายในวงเงินที่ได้รับ โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินอยู่ในบัญชี หรือฝากไว้อยู่ในบัตรเลย จากนั้นจึงค่อยชำระเงินค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆในภายหลัง สะดวกสบายแถมไม่เสียดอกเบี้ยแบบนี้ใครๆก็อยากมีจริงไหม

หมายเลขบนบัตรเครดิตคืออะไร

เมื่อมองไปที่บัตร หลายๆคนอาจสงสัยว่าเจ้าตัวเลขบนบัตรเครดิตหลายๆตัวมันหมายถึงอะไรบ้าง ซึ่งความจริงมันก็คือระบบหมายเลข ANSI Standard X4.13-1983 จำนวน 16 หลัก โดยเลขหลักต่างๆ จะให้ความหมายแตกต่างกันออกไป ลองมาดูที่ด้านหน้ากันก่อน

#  หลักแรก จะบอกว่า ผู้ให้บริการของบัตรเครดิตนั้นๆคือใคร (Payment Network)

เลข 3 คือ บัตรที่ใช้สำหรับท่องเที่ยว เช่น บัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรส และ บัตรไดเนอร์สคลับ ซึ่งบัตรทั้ง 2 ใบนี้ จะเริ่มต้นที่หมายเลขด้วยเลข 37 และ 38 ตามลำดับ
เลข 4 คือ บัตรเครดิตของผู้ให้บริการวีซ่า
เลข 5 คือ บัตรเครดิตของผู้ให้บริการมาสเตอร์การ์ด
เลข 6 คือ บัตรเครดิตท่องเที่ยว

# หมายเลขหลักที่เหลือ (หลักที่ 2-16) จะมีโครงสร้างหมายเลขที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการของบัตรเครดิตนั้นๆ นั่นคือ

บัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรส หมายเลขหลักที่ 3 และ 4 จะบ่งบอกถึงระดับชั้นของบัตร และสกุลเงินที่ผู้ถือบัตรมีในบัญชี ส่วนหมายเลขหลักที่ 5-11 จะหมายถึง เลขบัญชี ตัวเลขหลักที่ 12-14 คือ เลขที่บัตรในบัญชีนั้นๆ สุดท้ายตัวเลขหลักที่ 15 เป็นตัวเลขตรวจสอบ

บัตรวีซ่า หลักที่ 2-6 เป็นเลขแสดงธนาคารผู้ออกบัตร ตัวเลขหลักที่ 7-12 หรือ 7-15 เป็นเลขที่บัญชีของผู้ถือบัตร ส่วนหลักที่ 13 หรือ 16 เป็นเลขที่ตรวจสอบ

บัตรมาสเตอร์การ์ด หลักที่ 2-3, 2-4, 2-5, 2-6 เป็นเลขแสดงธนาคารของผู้ออกบัตร ซึ่งจะเป็นกี่หลักนั้นจะแบ่งประเภทและอ้างอิงโดยขึ้นอยู่กับหลักที่สอง ว่าจะเป็นเลข 1, 2, 3 หรืออื่นๆ ส่วนเลขหลักต่อจากรหัสธนาคารถึงหลักที่ 15 เป็นเลขที่บัญชีของผู้ถือบัตร สุดท้ายหลักที่ 16 เป็นเลขที่ตรวจสอบ

* * สำหรับเลขบัตรด้านหน้าอาจจะมีไม่เท่ากันนะคะ นั่นคือ บัตรเครดิตที่อยู่ในเครือข่ายการให้บริการของ Diners Club ก็จะมีจำนวนตัวเลขที่ปรากฏบนเพียง 14 หลัก ในขณะที่บัตรเครดิตของ American Express จะมีจำนวนตัวเลข 15 หลัก ส่วนบัตรเครดิตของ  MasterCard จะมีจำนวนตัวเลข 16 หลัก และบัตรเครดิตของ VISA อาจจะมีจำนวนตัวเลข 13 หลัก หรือ 16 หลัก แต่อย่างไรก็ตาม บัตรเครดิตในประเทศไทยที่ออกโดยสถาบันการเงินต่างๆ มักจะอยู่ภายใต้เครือข่ายการให้บริการของ VISA หรือ MasterCard ซึ่งจะมีตัวเลขบนบัตรเครดิต 16 หลักค่ะ

คราวนี้ลองพลิกกลับไปดูด้านหลังบัตรดูบ้าง ก็จะเห็นเป็นเลข 3 หลัก ที่หมายถึงการอนุมัติการใช้บัตรทางอินเทอร์เน็ต ส่วนแถบแม่เหล็กด้านหลังสีดำ หรือที่บางคนอาจเรียกทับศัพท์ ว่า MAGSTRIPE ก็คือ แถบแม่เหล็กที่เป็นเส้นแรงแม่เหล็กเรียงกันจนแน่น เห็นเป็นแถบดำยาว ซึ่งแถบแม่เหล็กนี้จะเป็นตัวที่ทำให้เครื่องต่างๆ เช่น ตู้ ATM หรือเครื่องรูดบัตร สามารถอ่านข้อมูลได้นั่นเอง แต่บางทีหากพบว่าตู้ ATM หรือเครื่องรูดบัตรเครดิตไม่ยอมอ่านบัตรนั่นอาจเป็นเพราะแถบแม่เหล็กสกปรก หรือมีรอยขีดข่วนก็ได้ และเพื่อให้แน่ใจว่าบัตรเครดิตของเรายังใช้งานได้ดีหรือเปล่า ก็ลองตรวจสอบข้อมูลบัตรเครดิตดูอีกครั้งว่า หมายเลขบัตรเครดิตถูกต้องหรือยัง หมดอายุหรือยัง ที่สำคัญดูวงเงินด้วยว่ายังเหลือหรือใช้เต็มวงเงินแล้ว ไม่ยุ่งยากใช่ไหมคะ

ข้อดี ข้อเสียของบัตรเครดิต

ว่ากันว่าของบางอย่างมีคุณอนันต์ สิ่งนั้นก็มีโทษมหันต์ได้เช่นกัน บัตรเครดิตก็อยู่ในข่ายนั้นค่ะ หากใช้ได้ถูกก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าใช้แบบไม่ระวังงานนี้หนี้บานได้เลย ลองมาดูรายละเอียดกันนะคะ

ข้อดีของบัตรเครดิต

  • พกง่าย ไม่ต้องพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมาก
  • ไม่จำเป็นต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นเงินสด สามารถใช้บัตรเครดิตชำระค่าใช้จ่ายได้ทันที โดยเงินสดยังคงมีอยู่
  • ค่าบริการหรือสินค้าที่ใช้จ่ายไปแล้วไม่มีดอกเบี้ย สามารถชำระคืนได้ในภายหลังโดยมีระยะเวลาประมาณ 45 – 55 วันแล้วแต่ธนาคาร (แต่ถ้าจ่ายไม่เต็มจำนวนและเลยระยะปลอดดอกเบี้ยก็ต้องเสียดอกเบี้ยตามปกติ) จึงทำให้สามารถนำเงินสดที่มีอยู่ไปลงทุนหรือทำอย่างอื่นก่อนได้
  • หากหมุนเงินไม่ทันก็สามารถจ่ายเงินคืนเป็นบางส่วนก่อนได้ นั่นคือ 5 % ของค่าใช้จ่าย
  • สามารถถอนเงินสดล่วงหน้าไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเทอม หรืออุบัติเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินอื่นๆ
  • สามารถใช้ชำระค่าสาธารณูปโภค และค่าบริการอื่นๆได้ หรือจะหักจ่ายตามรอบบิล Smart Billing ก็ได้อีกด้วย
  • สามารถทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ตได้คล่องตัวมากขึ้น
  • สามารถยกเลิกการจ่ายเงินได้หากสินค้าหรือบริการมีปัญหา
  •  มีสิทธิประโยชน์ในหลายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

– ได้ส่วนลด (Discount) ทันที ณ ที่จ่าย

– ได้เงินคืน (Cash Back) เงินเครดิตคืนเข้าบัตรในภายหลัง

– ใช้สะสมคะแนน (Point Reward) โดยสามารถนำไปแลกของหรือคูปองแลกซื้อสินค้าได้อีก

– สามารถผ่อนสินค้า 0% แถมส่วนลดและแต้มสำหรับสะสม

– บัตรเครดิตบางบัตรจะมีการสะสมคะแนนแลกตั๋วเครื่องบิน บินฟรีให้อีกด้วย

  • สามารถรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการต่างๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ บัตรเครดิตที่มี
  • ใช้จ่ายได้สะดวกสบายเมื่อไปเมืองนอก
  • หากการใช้บัตรเครดิตไม่เคยมีประวัติเสีย เช่น จ่ายล่าช้า จ่ายไม่เต็มจำนวน หรือต้องถูกทวงถามบ่อย ๆ หากเป็นแบบนี้เราจะมีประวัติลูกค้าที่ดีในฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ซึ่งจะง่ายต่อการพิจารณาขอสินเชื่อชนิดอื่น ๆ ในอนาคต
  • มีไว้เท่ห์ๆดูดีมีฐานะหรือเสริมบารมีจากประเภทบัตรเครดิตหรูๆ เช่น บัตรอภิสิทธิ์ SCB private banking, บัตรกสิกร Wisdom หรือบัตรแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด อีลิท เป็นต้น

ข้อเสียของการใช้บัตรเครดิต

  • บัตรเครดิตทำให้ความยับยั้งชั่งใจก่อนซื้อสินค้าและบริการน้อยลง เนื่องจากใช้จ่ายง่าย สะดวก รวดเร็ว อีกทั้งไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดจึงทำให้รู้สึกเหมือนว่าไม่ได้จ่ายเงินออกไปจริง ๆ ความเสียดายเงินจึงไม่มี สุดท้ายก็ขาดวินัยในการใช้เงินและบริหารการเงินไม่ได้
  • เป็นการเพิ่มหนี้สินให้ตัวเอง และสร้างความกังวลใจในการชำระหนี้ โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงเวลากำหนดชำระ
  • การใช้บัตรเครดิตหากไม่ชำระภายในวันที่กำหนดหรือไม่ได้ชำระเต็มจำนวน จะมีค่าปรับ + ดอกเบี้ยแสนแพง เกิดขึ้นทันที
  • การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต คือการนำเอาเงินในอนาคตมาใช้ จึงอาจจะทำให้เกิดบัญหาในการไม่มีเงินออมที่เพียงพอในอนาคต
  • การใช้บัตรเครดิตอาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แถมยังมีค่าธรรมเนียม ค่าสมาชิก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกด้วย
  • ในการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต อาจเสี่ยงต่อการถูกมิจฉาชีพแฮกข้อมูลบนบัตรได้ ดังนั้นหากมีความจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ขอให้เลือกเว็บไซต์ที่ได้มาตรฐานและมีระบบการป้องกันที่ดี ได้ผ่านการรับรองจากผู้ให้บริการบัตรเครดิต อีกทั้งหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตสาธารณะ

จะเห็นได้ว่าบัตรเครดิตมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นก่อนจะสมัครจึงควรคิดทบทวนให้ดีก่อน แต่หากคิดว่าตัวเองมีวินัยในการใช้บัตรเครดิตพอก็เดินหน้าสมัครบัตรเครดิตต่อไปได้เลย

ใครสามารถมีบัตรเครดิตได้บ้าง?

เนื่องจากการใช้บัตรเครดิต เป็นการนำเงินคนอื่นเขามาใช้ซื้อของก่อน เราจึงต้องมีความสามารถในการใช้เงินคืนด้วย ดังนั้นจึงได้มีข้อกำหนดขึ้นมาว่าต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีรายได้เฉลี่ยขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน หรือหากทำธุรกิจส่วนตัวก็ต้องมีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารอย่างต่ำ 500,000 บาทมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หากมีคุณสมบัติครบแค่นี้ก็สามารถมีบัตรเครดิตแบบธรรมดาได้แล้ว ส่วนบัตรเครดิตพิเศษอื่นๆก็ต้องตามที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินระบุ

เป็นนักศึกษาสมัครบัตรเครดิตได้ไหม

เป็นนักศึกษาสมัครบัตรเครดิตได้ไหม?

หากดูจากคุณสมบัติของผู้สมัคร แน่นอนว่านักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ และไม่ได้ทำงานย่อมมีคุณสมบัติไม่ครบตามข้อกำหนดแน่นอน แต่ก็มีทางออกโดยอาจสมัครแบบ

บัตรเครดิตมีเงินฝากแบบค้ำประกัน ซึ่งก็คือ บัตรที่ธนาคารออกมาเพื่อรองรับสำหรับลูกค้าที่ทำงานมีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 15,000 บาท โดยอาจทำงานรับรายได้เป็นเงินสด หรือทำงานอิสระมีรายได้ไม่แน่นอน ก็สามารถเลือกสมัครบัตรเครดิตแบบมีเงินฝากค้ำประกันได้ โดยใช้เงินฝากในบัญชีธนาคารมาค้ำประกันวงเงินบัตรเครดิตแบบเต็มวงเงิน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการให้สินเชื่อบัตรเครดิตของทางธนาคาร ส่วนนักศึกษาที่ยังไม่ได้ทำงาน และยังไม่มีรายได้ ก็สามารถสมัครบัตรเครดิตแบบนี้ได้ โดยอาจใช้เงินเก็บส่วนตัวที่มีอยู่ในบัญชีธนาคารมาค้ำประกันแบบไม่ต้องรบกวนใคร หรือบางทีพ่อแม่อาจฝากเงินในธนาคารไว้ให้เพื่อนำมาใช้ค้ำประกันแบบนี้ก็ได้เช่นเดียวกัน

สมัครบัตรเสริม การสมัครบัตรเสริมต้องมีบัตรหลัก อยู่ก่อนแล้ว โดยบัตรหลักก็คือบัตรเครดิตที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองถืออยู่ น้องนักศึกษาเพียงสมัครบัตรเสริมเพิ่มเติมให้เป็นชื่อตนเอง แค่นี้ก็จะสามารถมีบัตรเครดิตไว้ใช้ โดยบัตรเสริมจะสามารถใช้งานทุกอย่างได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิตหลัก ไม่ว่าจะเป็น สิทธิประโยชน์ ส่วนลด เงินคืน คะแนนสะสม ได้รับเหมือนบัตรเครดิตหลักทั้งหมด ส่วนวงเงินของบัตรเสริมจะเป็นวงเงินเดียวกับบัตรหลัก นั่นคือใช้วงเงินร่วมกัน เช่น บัตรหลักมีวงเงิน 100,000 บาท บัตรเสริมก็ได้รับวงเงิน 100,000 บาทเช่นเดียวกัน หากบัตรหลักใช้รูดไปแล้ว 50,000 บาท ก็จะเหลือวงเงินที่บัตรเสริมใช้ได้อีก 50,000 บาท เป็นต้น แต่ทั้งนี้ในกรณีบัตรเสริม นักศึกษาต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองที่ถือบัตรหลักจึงจะสามารถสมัครได้

วิธีการเลือกสมัครบัตรเครดิตให้ถูกใจและเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

เนื่องจากเดี๋ยวนี้มีบัตรเครดิตให้เราเลือกมากมายหลายสถาบันการเงินไปหมด ดังนั้นจึงอย่ารีบ เจอแล้วอย่าสมัครเลย ควรดูความชอบและไลฟ์สไตล์ของเรา ดังนี้

  1. ดูที่โปรโมชั่น

หากเราเป็นขาช้อป อาจจะใช้วิธีเลือกจากโปรโมชั่นของบัตรเครดิตที่มีกับห้างสรรพสินค้าที่เราไปซื้อของเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นของ บิ๊กซี โลตัส เซ็นทรัล เช่น มีโปรโมชั่นซื้อครบ 1,000 บาทรับเงินคืน 1,000 บาท หรือ ให้สิทธิ์การผ่อนชำระ 0 % เป็นต้น นอกจากนี้หากเราเข้า-ออกโรงพยาบาลบ่อยๆ หรือเติมน้ำมันบ่อยๆ ก็อาจเลือกบัตรที่ให้ส่วนลดตรงนี้ได้เช่นกัน

  1. ดูที่การสะสมแต้ม

ยังอยู่ที่นักช้อปเหมือนเดิม บัตรเครดิตแบบสะสมแต้มจะเป็นอะไรที่เหมาะสมที่สุดเพราะแทบทุกรายจะมีโปรโมชั่นให้หลากหลาย ยิ่งเราใช้บัตรเครดิตเยอะ ก็จะสามารถสะสมคะแนนได้ โดยสามารถนำคะแนนนี้ไปแลกเป็นสิ่งของ หรือ บริการ ได้อีกเช่นกัน

  1. บัตรเครดิต คืนเงิน (cash back)

เดี๋ยวนี้บัตรประเภทนี้เป็นที่นิยมด้วยเช่นกัน เพราะบางทีบัตรแบบสะสมแต้มก็มีของให้เลือกไม่ถูกใจแต่แบบได้เงินคืนจะเอาเงินไปซื้ออะไรก็ได้ ซึ่งโดยปกติ จำนวนเงินที่คืนจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ออกบัตร แต่จะอยู่ที่ประมาณ 0.25 – 3% แล้วแต่มูลค่าสินค้า หรือ บริการที่ซื้อ ส่วนการคืนเงินอาจเป็นแบบการคืนเงินเข้าบัตร หรือคืนเงินเข้าบัญชี แล้วแต่เงื่อนไข

  1. บัตรสำหรับธุรกิจ

บัตรเครดิตประเภทนี้เหมาะสมกับผู้ประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่วนตัว หรือ ทำงานบริษัทก็ตาม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีส่วนลดในร้านค้า หรือ บริษัทที่เป็นพันธมิตรคู่ค้ากับธุรกิจของเรานั่นเอง

  1. บัตรสะสมไมล์สำหรับนักเดินทาง

สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยๆทางเครื่องบินอาจเลือกใช้บัตรเครดิตที่สามารถสะสมไมล์ได้ แล้วเอาไปแลกตั๋วเครื่องบินโดยสารจากสายการบินที่ใช้บ่อยๆ ซึ่งจะเหมาะกับคนที่สามารถทำการชำระหนี้บัตรเครดิตได้แบบเต็มจำนวนตามกำหนด เนื่องจากบัตรเครดิตประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัตรประเภทอื่นๆ แต่มีข้อดีตรงมีไมล์สะสมให้กับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ผ่านบัตรเครดิตนี้นั่นเอง

  1. ดอกเบี้ยต่ำ

หากรู้แต่แรกว่าเราอาจหาเงินมาชำระแบบเต็มจำนวนได้ยาก ให้ลองหาบัตรเครดิตที่คิดดอกเบี้ยต่ำ ต่ำเท่าไรได้ยิ่งดี แม้จะต้องมีค่าธรรมเนียมรายปี ก็ยังดีกว่าต้องมานั่งเสียดอกเบี้ยสูงๆ แล้วจ่ายเท่าไรเงินก็ไม่หมดสักที

  1. มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยสูงสุด

เนื่องจากบัตรเครดิตแต่ละยี่ห้อก็จะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยที่ไม่เท่ากัน เริ่มตั้งแต่ 45 – 55 วัน ซึ่งการคิดดอกเบี้ยต่างกัน 10 วันจะเท่ากับดอกเบี้ยสูงถึง 22% เลยทีเดียว

  1. การคิดค่าธรรมเนียมรายปี

ไม่ใช่บัตรเครดิตทุกใบจะคิดค่าธรรมเนียมรายปีเท่ากัน เราควรเลือกที่มีค่าธรรมเนียมรายปีต่ำๆ หรือ ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีไปได้ด้วยยิ่งดี

  1. ชาร์จการ์ด

บัตรเครดิตประเภทนี้จะเหมาะสมที่สุดสำหรับคนที่ไม่อยากเป็นหนี้บัตรเครดิต เนื่องจากเจ้าของบัตรจะต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนทุกเดือน ซึ่งชาร์จการ์ดจะมีค่าธรรมเนียมรายปีที่สูงกว่า แต่มักจะมีสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจหลายอย่างตามมาด้วยเช่นกัน

  1. จ่ายคืนสะดวก

ข้อนี้ง่ายๆเลย บัตรไหนที่เราจ่ายเงินได้สะดวกก็เลือกบัตรนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ออนไลน์แบงค์กิ้ง โมบายแบงค์กิ้ง หรือ ไปชำระกับสถาบันการเงินโดยตรงก็แบบไม่เสียค่าธรรมเนียม เป็นต้น

เชื่อว่าอ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนน่าจะพอมีบัตรเครดิตในใจบ้างแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนการไปสมัครกันค่ะ

เอกสารในการสมัครบัตรเครดิตมีอะไรบ้าง?

หากตกลงใจที่จะสมัครบัตรเครดิตที่ไหนสักแห่งแล้ว ก็จำเป็นจะต้องเตรียมเอกสารที่เขาต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่จะคล้ายๆกันทุกที่ นั่นคือ

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานสำหรับชาวต่างชาติ
  • สำเนาทะเบียนบ้านหน้าแรกและหน้าที่มีชื่อของท่าน (ยกเว้นชาวต่างชาติ)
  • เอกสารแสดงรายได้ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือรับรองเงินเดือน หลักฐานการจ่ายเงินเดือน ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย
    สำเนาใบยื่นเสียภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.) พร้อมสำเนาและใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีประจำปีล่าสุด
  • สำเนาใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน บัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินต่างๆ ที่มีอยู่
  • สำเนาใบแจ้งยอดบัตรเครดิตอื่นๆ ย้อนหลัง 3 เดือน (หากมี)
  • หากเป็นเจ้าของกิจการ ให้แนบสำเนาการจดทะเบียนบริษัทมาด้วย

เมื่อเตรียมเอกสารครบก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ได้เลย แล้วรอการพิจารณาอนุมัติ แต่บอกไว้ก่อนว่าบัตรเครดิตก็อนุมัติไม่ง่ายเท่าไร ดังนั้นเราควรมีการเตรียมความพร้อมให้ดีก่อน ลองมาดูหน่อยไหมคะว่าเราจะเตรียมยังไงจึงจะสมัครบัตรเครดิตได้ผ่าน

วิธีการสมัครบัตรเครดิตให้อนุมัติ

มีไม่น้อยเหมือนกันสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติครบถ้วน และเอกสารพร้อม เมื่อยื่นใบสมัครไปแล้กลับพบว่าไม่ผ่านซะงั้น ดังนั้นเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาสมัครและเสียความรู้สึก จึงขอแนะนำวิธีที่จะเพิ่มโอกาสในการอนุมัติให้มากขึ้น รวมทั้งการเก็บข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเป็นสาเหตุที่จะทำสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านได้ ดังนี้

  1. เอกสารในการสมัคร

ในการกรอกใบสมัครบัตรเครดิตอาจดูยาวและมีช่องให้กรอกมากมาย แต่ทุกอย่างล้วนเป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการสมัคร ดังนั้นเวลากรอกจึงควรตรวจตราดูให้ครบถ้วน ไม่ควรข้าม ที่สำคัญอย่าลืม ที่อยู่ปัจจุบันสำหรับส่งเอกสาร รวมถึงการเซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้องให้ครบทุกใบ ไม่ว่าจะเป็นใบสมัครและหลักฐานอื่นๆ ที่ใช้สมัครด้วย

  1. ประวัติในการทำงาน

ไม่ว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินไหนๆก็คงไม่อยากให้เกิดหนี้เน่าเสีย หรือต้องมีการเร่งรัดติดตาม การดูอาชีพที่มั่นคงจึงเป็นเรื่องง่ายที่สุด และพนักงานประจำคือกลุ่มที่ธนาคารต้องการมาก เนื่องจากมีรายได้สม่ำเสมอแน่นอน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับอายุงานด้วย หากพึ่งเข้าไปทำงานได้เดือนสองเดือนแบบนี้ก็คงไม่ไหวทดลองงานยังไม่ผ่านโปรก็ยังไม่อยากอนุมัติ ดังนั้นถ้าต้องการที่จะทำบัตรเครดิตควรรอจนกว่าจะผ่านโปรซะก่อน แล้วจึงขอเอกสารใบรับรองการทำงานและใบรับรองเงินเดือนกับทางบริษัทแล้วค่อยนำไปยื่นสมัครจะดีกว่า

  1. มีความน่าเชื่อถือ

เนื่องจากบัตรเครดิตทุกใบจะสามารถให้ผู้ถือสามารถรูดเงินจ่ายสินค้าหรือบริการได้ก่อน แล้วค่อยเก็บเงินทีหลัง ดังนั้นเขาก็ต้องมั่นใจว่าคุณจะต้องมีเงินคืนเขาจริงๆ เรียกง่ายๆก็คือมีเครดิตดี ดังนั้นคุณจึงต้องแสดงให้ธนาคารเห็นว่าคุณมีความสามารถในการจ่ายเงินได้อย่างแน่นอนด้วยวิธีการนำเงินเข้าบัญชีธนาคารให้สม่ำเสมอทุกเดือน หากเป็นพนักงานประจำอยู่ก็คงง่าย แต่ถ้าคุณประกอบอาชีพอิสระอยู่ก็ควรเลือกวันฝากเงินวันเดียวกันทุกเดือน ด้วยจำนวนที่เท่าๆ กัน และสมุดบัญชีธนาคารที่ต้องมีการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้เห็นจำนวนเงินเข้าบัญชีทุกเดือน เพราะถ้าทิ้งระยะเวลานานเกินไปธนาคารก็จะรวบยอดมาเป็นยอดล่าสุดรายการเดียว แต่หากลืมอัพเดทบุ๊คแบงค์มานาน ก็ยังสามารถขอรายการเดินบัญชีย้อนหลังได้เช่นกัน

  1. ต้องติดต่อได้

เมื่อคุณยื่นใบสมัครไปแล้ว ขั้นตอนของการอนุมัติบัตรเครดิตของธนาคารต่อไปก็คือ การโทรมาหาคุณเพื่อยืนยันตัวตน ดังนั้นเมื่อส่งเอกสารการสมัครไปแล้วต้องไม่ลืมเตรียมพร้อมรับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ธนาคารไว้เสมอด้วย ซึ่งทางที่ดีให้ไว้ทั้งโทรศัพท์ที่บ้าน มือถือ และที่ทำงานไว้เลยจะดีที่สุด เพื่อไม่พลาดการติดต่อ

  1. ลายเซ็นต้องเหมือนกันทุกใบ

ลายเซ็นถือว่าเป็นสิ่งที่ยืนยันเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของคุณ ดังนั้นในเอกสารการสมัครแต่ละใบต้องเซ็นให้เหมือนกัน ซึ่งหากผิดเพี้ยนไปอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่อนุมัติได้ ส่วนหมึกปากกาควรเป็นสีน้ำเงินหรือดำ

หากทำได้ครบถ้วนตามนี้ทุกข้อ รับรองเปอร์เซ็นต์การอนุมัติจะมีสูงมากค่ะ

เกณฑ์การพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิต

สำหรับเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิต ผู้ออกบัตรแต่ละแห่งจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาแตกต่างกันไปค่ะ โดยปัจจัยสำคัญในการพิจารณาก็คือ

  1. ความสามารถในการชำระหนี้ โดยเขาจะดูจากรายได้ ที่ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือดูฐานะทางการเงินของเรา เช่น บัญชีเงินฝากหรือทรัพย์สินอื่นๆ รวมทั้งภาระหนี้สินและประวัติการชำระหนี้
  2. ดูข้อมูลส่วนตัวของผู้สมัคร เช่น อายุ อาชีพ สถานที่ทำงาน หรือกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย

วงเงินบัตรเครดิต

เมื่อมองโดยรวมแล้วคุณสมบัติของคุณน่าจะผ่านหมดทุกข้อ สถาบันการเงินผู้ออกบัตรก็จะพิจารณาวงเงินให้ ซึ่งจะได้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ หรือหากมีทรัพย์สินอื่นๆ เช่น เงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์หรือการลงทุนในกองทุนรวม แบบนี้ก็อาจได้วงเงินเพิ่มขึ้นค่ะ

การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม

แน่นอนว่าในการทำธุรกิจต้องมีผลกำไร งานนี้ผู้ออกบัตรจะเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียม รวมกันได้ค่ะ แต่ไม่เกิน 20 % ต่อปี โดยจะใช้วิธีคำนวณ 2 แบบตามการใช้บัตร นั่นคือ

  1. กรณีการเบิกถอนเงินสด จะเริ่มคำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่เบิกถอนเงินสดออกมา
    2. การชำระค่าสินค้าและบริการจะเสียดอกเบี้ยเมื่อมีการจ่ายเงินไม่เต็มจำนวนภายในวันที่กำหนด หรือชำระล่าช้า ซึ่งผู้ออกบัตรจะคิดดอกเบี้ยตามการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ผู้ออกบัตรได้สำรองจ่ายให้ร้านค้า หรืออาจเป็นตั้งแต่วันที่สรุปยอดรายการใช้จ่าย หรือวันที่ครบกำหนดชำระก็ได้ แต่โดยทั่วไปจะเริ่มคิดกันที่วันที่ผู้ออกบัตรสำรองจ่ายเงินให้แก่ร้านค้า ซึ่งก็จะแบ่งได้เป็น 2 ส่วนอีก คือคิดเต็มจำนวนจนถึงวันก่อนครบกำหนดชำระเงิน และคิดตามยอดเงินคงค้าง โดยหักส่วนที่ชำระแล้วออกไป นับจากวันที่ชำระจนถึงวันสรุปยอดถัดไปทั้งนี้อาจมีค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมรายปี หรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของผู้ออกบัตรแต่ละแห่งค่ะ

การชำระหนี้บัตรเครดิต

เมื่อถึงเวลาต้องชำระหนี้ เราสามารถชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่น้อยกว่า 10 % ของยอดคงค้างทั้งสิ้น แต่ทางที่ดีควรจะชำระให้หมด เพราะจะได้ไม่เสียดอกเบี้ยแพงๆค่ะ สำหรับช่องทางการชำระเงินก็ เช่น

​​​- สาขาของสถาบันผู้ออกบัตรเครดิต

– จุดบริการรับชำระเงินที่เป็นตัวแทนรับชำระ เช่น สาขาธนาคารอื่นๆ  Pay@Post  หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส

อีกทั้งช่องทางต่าง ๆ ของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็น ตู้เอทีเอ็ม อินเทอร์เน็ต หรือหักบัญชีเงินฝาก

วิธีใช้บัตรเครดิตอย่างปลอดภัย

วิธีใช้บัตรเครดิตอย่างปลอดภัย

            สิ่งสุดท้ายที่อยากแนะนำเพราะมีความสำคัญไม่แพ้ข้ออื่นๆเลย นั่นคือ วิธีการใช้บัตรเครดิตให้ปลอดภัยค่ะ เพราะสมัยนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งเราเองคงไม่อยากใช้หนี้บัตรเครดิตหัวโตจากคนอื่นหรอกจริงไหมคะ มาดูกันนะคะว่าเราควรป้องกันแบบไหนบ้าง

วิธีใช้บัตรเครดิตอย่างปลอดภัย

– เมื่อได้บัตรมาแล้วให้เซ็นชื่อหลังบัตรทันที

– ดูแลรักษาบัตรเสมือนเป็นเงินสด

– สำหรับการตั้งรหัสบัตร ควรเลือกรหัสที่ท่านสามารถจำได้ง่าย แต่ก็ไม่ควรใช้ตัวเลขที่ผู้อื่นอาจเดาได้ เช่น วันเกิด หมายเลขโทรศัพท์ หรือทะเบียนรถ เป็นต้น

– ห้ามเขียนรหัสลงบนตัวบัตรหรือเก็บบัตรคู่กันกับบัตรเด็ดขาด

– ห้ามบอกรหัสบัตรกับใครเด็ดขาด

– ควรจดหมายเลขบัตรแต่ละใบเอาไว้ รวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกรณีฉุกเฉิน เช่น บัตรหาย หรือ
โดนโจรกรรม แล้วเก็บแยกไว้ต่างหาก

– หากเป็นไปได้ ควรให้บัตรอยู่ในสายตาตลอดเวลาขณะที่ร้านค้ากำลังดำเนินการขออนุมัติวงเงิน

– ควรตรวจสอบ Sales Slip ทุกครั้งว่าจำนวนเงินถูกต้องก่อนที่จะเซ็นชื่อ และควรเก็บสำเนา รวมทั้งใบบันทึกรายการ ATM ไว้ทุกครั้ง

– ต้องตรวจดูให้แน่ใจว่าได้รับบัตรคืนหลังการใช้ทุกครั้ง

– ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวใดๆ กับใครขณะใช้บัตรเครดิต จะแสดงบัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นๆ เมื่อเห็นสมควรว่าจำเป็นเท่านั้น

–  หากบัตรติดอยู่ในเครื่อง ATM ให้ระวังผู้ที่แสดงความหวังดีเข้ามาช่วยเหลือ เพราะเขาอาจแฝงด้วยเจตนาที่ไม่ดีและอาจใช้วิธีการต่างๆ เพื่อรู้รหัสบัตรของเรา แล้วอาจนำเอาบัตรที่ค้างอยู่ในตู้ ATM มากดถอนเงินในภายหลังได้

จบครบถ้วนเรื่องบัตรเครดิตแล้วนะคะ ขอฝากสั้นๆว่า มีบัตรเครดิตแล้วควรตั้งสติในการใช้และบริหารการเงินให้เป็น ไม่เช่นนั้นประโยชน์ดีๆของบัตรเครดิตก็อาจกลายเป็นโทษกับตัวเราเองได้ อย่ามัวไปหลงเพลิดเพลินกับการใช้จ่าย เพราะถึงยังไงเขาก็ไม่ได้ให้เราฟรี ท้ายสุดแล้วเราก็ต้องจ่ายเงินอยู่ดี แถมหากเราหาเงินให้เขาไม่ทันหรือจ่ายไม่ครบ ยังจะต้องเสียดอกเบี้ยที่แสนหฤโหดอีกด้วย ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้บัตรเครดิตนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

http://money.sanook.com/ | https://daily.rabbit.co.th/ | http://nutthunnie.blogspot.com/ |

http://www.moneychannel.co.th/ | https://moneyhub.in.th/ | http://thecreditcardthai.blogspot.com/

http://www.cash2life.com/ | http://www.prd.go.th/ | http://www.bangkokbank.com/

http://www.1213.or.th/ | http://www.silkspan.in.th/

และรูปภาพสวยๆจาก : https://pixabay.com/